คีย์เวิร์ด Google Ads มีกี่ประเภท? แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

รู้จักประเภทคีย์เวิร์ด Google Ads ทั้ง Broad Match, Phrase Match และ Exact Match ว่าแตกต่างกันอย่างไร ควรเลือกใช้แบบไหน พร้อมทำความเข้าใจ Negative Keywords เพื่อช่วยควบคุมการค้นหาและงบโฆษณาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

คีย์เวิร์ด Google Ads มีกี่ประเภท? แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

คีย์เวิร์ด Google Ads มีกี่ประเภท? แต่ละประเภทต่างกันอย่างไร?

การเลือกคีย์เวิร์ดถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการทำ Google Ads โดยเฉพาะแคมเปญ Search เพราะคีย์เวิร์ดเป็นตัวช่วยกำหนดว่าโฆษณาของเรามีโอกาสแสดงเมื่อผู้ใช้งานค้นหาเรื่องใด หากเลือกคีย์เวิร์ดกว้างเกินไป โฆษณาอาจไปแสดงกับการค้นหาที่ไม่ตรงกลุ่ม แต่หากกำหนดแคบเกินไป ก็อาจพลาดลูกค้าที่มีโอกาสสนใจสินค้าและบริการของเราได้

Google Ads จึงมีสิ่งที่เรียกว่า Keyword Match Type หรือประเภทการทำงานของคีย์เวิร์ด เพื่อช่วยกำหนดระดับความกว้างของการจับคู่ระหว่างคีย์เวิร์ดที่เรากำหนดกับความหมายของคำค้นหาของผู้ใช้งาน ปัจจุบันประเภทหลักที่ใช้สำหรับ Search Keywords มี 3 รูปแบบ ได้แก่ Broad Match, Phrase Match และ Exact Match นอกจากนี้ยังมี Negative Keywords ที่ใช้สำหรับป้องกันการแสดงโฆษณากับคำค้นหาที่ไม่ต้องการ

1. Broad Match คืออะไร?

Broad Match หรือคีย์เวิร์ดแบบกว้าง เป็นรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ Google จับคู่โฆษณากับการค้นหาที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดได้ค่อนข้างกว้าง โดยไม่จำเป็นต้องมีคำที่เรากำหนดอยู่ในคำค้นหาแบบตรงตัวเสมอไป ระบบสามารถพิจารณาความหมาย ความเกี่ยวข้อง และสัญญาณอื่น ๆ เพื่อหาการค้นหาที่อาจตรงกับเจตนาของผู้ใช้งาน

ตัวอย่างเช่น หากกำหนดคีย์เวิร์ดเป็น

รับทำเว็บไซต์

ระบบอาจมีโอกาสจับคู่กับการค้นหาที่เกี่ยวข้อง เช่น

บริษัทออกแบบเว็บ
จ้างทำเว็บบริษัท
สร้างเว็บไซต์ธุรกิจ
คนทำเว็บไซต์

ข้อดีของ Broad Match คือสามารถเข้าถึงคำค้นหาได้หลากหลาย และช่วยค้นพบ Search Term ใหม่ ๆ ที่เราอาจไม่ได้คิดไว้ตั้งแต่แรก เหมาะกับแคมเปญที่ต้องการขยายการเข้าถึงและมีข้อมูล Conversion เพียงพอให้ระบบเรียนรู้

อย่างไรก็ตาม ความกว้างของ Broad Match ก็ทำให้ต้องติดตาม Search Terms อย่างสม่ำเสมอ เพราะอาจมีการค้นหาบางส่วนที่ไม่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเข้ามา หากไม่มีการวาง Negative Keywords หรือระบบ Conversion Tracking ที่เหมาะสม งบประมาณอาจถูกใช้กับ Traffic ที่ไม่สร้างผลลัพธ์ได้

2. Phrase Match คืออะไร?

Phrase Match เป็นรูปแบบที่ช่วยควบคุมความเกี่ยวข้องของคำค้นหาให้แคบกว่า Broad Match โดยโฆษณาสามารถแสดงกับการค้นหาที่มีความหมายสอดคล้องกับคีย์เวิร์ดของเรา รวมถึงรูปแบบการค้นหาที่ใกล้เคียงกับเจตนาของคีย์เวิร์ด

เวลาใส่คีย์เวิร์ดใน Google Ads จะใช้เครื่องหมายคำพูด เช่น

"รับทำเว็บไซต์"

ตัวอย่างคำค้นหาที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น

รับทำเว็บไซต์บริษัท
รับทำเว็บไซต์ ราคา
บริษัทรับทำเว็บไซต์
จ้างทำเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ

Phrase Match จึงเหมาะกับผู้ลงโฆษณาที่ต้องการสมดุลระหว่างการควบคุมคำค้นหากับการเปิดโอกาสให้ระบบค้นหาลูกค้าใหม่ ไม่กว้างเท่า Broad Match แต่ก็ไม่จำกัดมากเท่า Exact Match

สิ่งสำคัญคือ Phrase Match ในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่า Search Term จะต้องมีวลีที่กำหนดเรียงติดกันแบบตรงตัวทุกครั้ง ระบบสามารถพิจารณาความหมายของคำค้นหาได้ด้วย ดังนั้นยังควรตรวจสอบ Search Terms และเพิ่ม Negative Keywords อย่างต่อเนื่อง

3. Exact Match คืออะไร?

Exact Match เป็นประเภทคีย์เวิร์ดที่ให้การควบคุมการค้นหาได้มากที่สุดใน 3 Match Type หลัก โดยเน้นการค้นหาที่มีความหมายหรือเจตนาใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดที่กำหนด

เวลาเพิ่มคีย์เวิร์ดจะใช้วงเล็บเหลี่ยม เช่น

[รับทำเว็บไซต์]

Exact Match ไม่ได้หมายความว่า Google จะแสดงโฆษณาเฉพาะเวลาที่ผู้ใช้พิมพ์คำว่า “รับทำเว็บไซต์” เหมือนกันทุกตัวอักษรเท่านั้น ระบบยังสามารถจับคู่กับ Close Variants หรือคำค้นหาที่มีความหมายใกล้เคียงได้

ข้อดีคือสามารถควบคุมกลุ่มคำค้นหาได้ค่อนข้างดี เหมาะกับคีย์เวิร์ดที่มีความตั้งใจซื้อหรือใช้บริการสูง รวมถึงแคมเปญที่ต้องการควบคุมงบประมาณกับกลุ่มคำหลักที่สำคัญ

ข้อจำกัดคือจำนวนการค้นหาที่เข้าถึงได้อาจน้อยกว่า Broad Match หากเลือกใช้เฉพาะ Exact Match จำนวนไม่กี่คำ แคมเปญอาจพลาด Search Term ที่มีโอกาสสร้างลูกค้าแต่ใช้คำค้นหาแตกต่างจากที่เรากำหนดไว้

Broad Match, Phrase Match และ Exact Match ต่างกันอย่างไร?

หากอธิบายแบบง่ายที่สุด ความแตกต่างหลักคือ “ระดับความกว้างในการจับคู่คำค้นหา”

Broad Match → กว้างที่สุด เปิดโอกาสให้ระบบค้นหาการค้นหาที่เกี่ยวข้องได้มาก

Phrase Match → อยู่ตรงกลาง ควบคุมความเกี่ยวข้องได้มากขึ้น แต่ยังเปิดรับคำค้นหาที่มีความหมายใกล้เคียง

Exact Match → ควบคุมมากที่สุด เน้นคำค้นหาที่มีความหมายหรือเจตนาใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดที่กำหนด

ดังนั้นไม่ได้หมายความว่า Exact Match จะดีที่สุด หรือ Broad Match จะแย่ที่สุด เพราะแต่ละประเภทเหมาะกับวัตถุประสงค์และข้อมูลของแต่ละแคมเปญแตกต่างกัน

แล้ว Negative Keyword คืออะไร?

นอกจาก Match Type ทั้ง 3 แบบแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับ Search Campaign คือ Negative Keyword หรือคีย์เวิร์ดเชิงลบ ซึ่งใช้สำหรับป้องกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับคำค้นหาบางประเภทที่เราไม่ต้องการ

ตัวอย่างเช่น บริษัทให้บริการรับทำเว็บไซต์ แต่ไม่ได้เปิดสอนทำเว็บไซต์ หากพบ Search Term เช่น

เรียนทำเว็บไซต์
คอร์สทำเว็บไซต์
สอนทำเว็บไซต์ฟรี
สมัครงานทำเว็บไซต์

คำอย่าง เรียน, คอร์ส, สอน, ฟรี หรือ สมัครงาน อาจถูกพิจารณาเพิ่มเป็น Negative Keyword ตามความเหมาะสม เพื่อช่วยลดการแสดงโฆษณากับผู้ที่มีเจตนาไม่ตรงกับบริการ

Negative Keywords จึงไม่ได้มีหน้าที่หาลูกค้าโดยตรง แต่ช่วยกรอง Traffic ที่ไม่เกี่ยวข้องออก ทำให้งบประมาณมีโอกาสถูกใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมมากขึ้น

ควรเลือก Match Type แบบไหนดีสำหรับแคมเปญใหม่?

หากเป็นบัญชีหรือแคมเปญใหม่ที่ยังไม่มีข้อมูลมาก การเริ่มจาก Phrase Match และ Exact Match สำหรับคีย์เวิร์ดที่มีเจตนาตรงกับสินค้าและบริการ สามารถช่วยให้ควบคุม Search Terms และงบประมาณในช่วงเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น

เมื่อแคมเปญเริ่มมี Conversion Data มากขึ้น มีการตั้ง Conversion Tracking ที่ถูกต้อง และทราบว่าลูกค้ากลุ่มใดสร้างผลลัพธ์ สามารถทดลอง Broad Match ร่วมกับ Smart Bidding เพื่อให้ระบบค้นหาโอกาสใหม่ ๆ เพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่มีสูตรตายตัวว่าทุกธุรกิจต้องเริ่มจาก Match Type แบบเดียวกัน เพราะควรพิจารณาทั้งงบประมาณ จำนวนการค้นหา ระดับการแข่งขัน Conversion Data และเป้าหมายของแคมเปญประกอบกัน

ไม่ควรดูเฉพาะ Keywords แต่ต้องดู Search Terms ด้วย

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือการเพิ่ม Keywords แล้วปล่อยแคมเปญทำงานโดยไม่ได้ตรวจสอบ Search Terms ทั้งที่สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

Keyword คือคำที่ผู้ลงโฆษณากำหนดไว้ใน Google Ads ส่วน Search Term คือคำที่ผู้ใช้งานพิมพ์ค้นหาจริงก่อนเห็นหรือคลิกโฆษณา

การตรวจสอบ Search Terms ช่วยให้รู้ว่า Google กำลังจับคู่คีย์เวิร์ดของเราเข้ากับการค้นหาแบบใด หากพบคำที่ตรงกับบริการและสร้าง Conversion ก็สามารถนำข้อมูลไปพัฒนาชุดคีย์เวิร์ดเพิ่มเติมได้ แต่หากพบคำที่ไม่เกี่ยวข้อง ก็สามารถนำไปพิจารณาเป็น Negative Keyword

ดังนั้นการ Optimize Google Ads ที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการเลือกคีย์เวิร์ดครั้งแรกให้ถูก แต่เป็นการนำข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นหลังจากเปิดแคมเปญมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างการเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับธุรกิจรับทำเว็บไซต์

สมมติว่าต้องการทำ Google Ads สำหรับบริการรับทำเว็บไซต์ อาจมีคีย์เวิร์ด เช่น

รับทำเว็บไซต์
"รับทำเว็บไซต์บริษัท"
"บริษัททำเว็บไซต์"
[รับทำเว็บไซต์ wordpress]
[จ้างทำเว็บไซต์]

จากนั้นเมื่อเริ่มมี Traffic ควรเข้าไปตรวจสอบ Search Terms ว่าผู้ใช้งานค้นหาอะไรจริง คำไหนสร้าง Conversion คำไหนมีค่าใช้จ่ายสูงแต่ไม่สร้างผลลัพธ์ และมีคำที่ไม่เกี่ยวข้องใดควรเพิ่มเป็น Negative Keyword

วิธีนี้จะช่วยให้การจัดการคีย์เวิร์ดไม่ได้อาศัยเพียงการคาดเดาก่อนเปิดแคมเปญ แต่ใช้ข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจมากขึ้น

สรุป คีย์เวิร์ด Google Ads มีกี่ประเภท?

สำหรับ Search Campaign ประเภทการจับคู่คีย์เวิร์ดหลักมี 3 ประเภท ได้แก่ Broad Match, Phrase Match และ Exact Match โดยแต่ละแบบแตกต่างกันที่ระดับความกว้างและการควบคุมการจับคู่กับคำค้นหา นอกจากนี้ยังมี Negative Keywords ซึ่งใช้สำหรับตัดคำค้นหาที่ไม่ต้องการออกจากแคมเปญ

การเลือก Match Type ที่เหมาะสมไม่ควรดูเพียงว่าประเภทไหนเข้าถึงคนได้มากที่สุด แต่ควรดูควบคู่กับเป้าหมาย งบประมาณ Conversion Tracking, Search Terms และข้อมูล Conversion ของแคมเปญ เพราะสุดท้ายแล้วเป้าหมายของการเลือกคีย์เวิร์ดไม่ใช่การทำให้โฆษณามีจำนวนคลิกมากที่สุด แต่คือการเข้าถึงการค้นหาที่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ให้กับธุรกิจ

หากคุณกำลังมองหา บริการรับทำ Google Ads NK Creative ให้บริการวางแผนและดูแลแคมเปญ Google Ads ตั้งแต่การวิเคราะห์และเลือกคีย์เวิร์ด การวางโครงสร้างแคมเปญ ตรวจสอบ Search Terms และ Negative Keywords ไปจนถึงการปรับแคมเปญจากข้อมูลจริง เพื่อช่วยให้งบโฆษณาถูกนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมมากขึ้น