ตั้งราคาขายสินค้าออนไลน์ยังไง ให้ “มีกำไรจริง” ไม่ใช่แค่ขายได้

ตั้งราคาสินค้าออนไลน์อย่างไรให้มีกำไรจริง? เรียนรู้วิธีคิดต้นทุนสินค้า ค่าธรรมเนียม ค่าโฆษณา Packaging ส่วนลด และ Margin ก่อนกำหนดราคาขาย

ตั้งราคาขายสินค้าออนไลน์ยังไง ให้ “มีกำไรจริง” ไม่ใช่แค่ขายได้

ตั้งราคาขายสินค้าออนไลน์ยังไง ให้ “มีกำไรจริง” ไม่ใช่แค่ขายได้

การขายสินค้าออนไลน์ไม่ได้วัดความสำเร็จจากคำว่า “ขายได้เยอะ” เพียงอย่างเดียว เพราะร้านที่มียอดขายหลักแสนต่อเดือน อาจเหลือกำไรน้อยกว่าร้านที่มียอดขายเพียงหลักหมื่นก็ได้

ปัญหาที่ผู้ขายออนไลน์จำนวนมากเจอคือการตั้งราคาจาก ต้นทุนสินค้า + กำไรที่อยากได้ แล้วจบ

ตัวอย่างเช่น

ซื้อสินค้ามา 100 บาท
อยากได้กำไร 50 บาท
จึงตั้งราคาขาย 150 บาท

ดูเผิน ๆ เหมือนจะได้กำไร 50 บาทต่อชิ้น

แต่เมื่อขายจริงยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายรายการ เช่น ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา บรรจุภัณฑ์ ส่วนลด ค่าจัดส่ง และต้นทุนการดำเนินงาน

สุดท้ายสินค้าที่คิดว่ากำไร 50 บาท อาจเหลือกำไรจริงเพียงไม่กี่บาท หรือบางครั้ง ยิ่งขายมากก็ยิ่งขาดทุน

ดังนั้นก่อนตั้งราคาขายสินค้าออนไลน์ ควรเข้าใจก่อนว่า ต้นทุนจริงของสินค้า 1 ออเดอร์คือเท่าไร

ตั้งราคาขายสินค้าออนไลน์ ทำไมต้องคิดมากกว่าต้นทุนสินค้า?

ธุรกิจออนไลน์มีค่าใช้จ่ายหลายประเภทที่ไม่ได้อยู่ในราคาที่ซื้อสินค้ามา

สมมติคุณซื้อสินค้าจากโรงงานชิ้นละ 200 บาท และขาย 350 บาท

หลายคนอาจคิดว่า

350 - 200 = กำไร 150 บาท

แต่ในความเป็นจริง 150 บาทนี้ยังไม่ใช่กำไรสุทธิ

เพราะคุณอาจต้องจ่าย

ค่ากล่องและอุปกรณ์แพ็กสินค้า
ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน
ค่าธรรมเนียม Marketplace
ส่วนลดหรือ Voucher
ค่าโฆษณา
ค่าขนส่งที่ร้านช่วยออก
ค่าพนักงาน
ค่าเช่าพื้นที่
ค่าระบบ
ภาษี

ดังนั้นคำว่า ราคาขาย - ราคาซื้อสินค้า จึงไม่ได้เท่ากับกำไรจริงของธุรกิจ

1. เริ่มจากหาต้นทุนสินค้าที่แท้จริง

อันดับแรกต้องรู้ว่าสินค้าหนึ่งชิ้นมีต้นทุนเท่าไร

หากซื้อสินค้าสำเร็จรูปมาขาย ต้นทุนอาจคำนวณได้ค่อนข้างง่าย

แต่ถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตเอง ต้องรวมต้นทุนหลายส่วน

ตัวอย่างเช่น

วัตถุดิบ
ค่าผลิต
ค่าบรรจุภัณฑ์
ค่าฉลาก
ค่าขนส่งจากโรงงาน
ค่าออกแบบ Packaging
ค่าเสียหายจากการผลิต

สมมติสินค้า 1 ชิ้นมี

ต้นทุนสินค้า 120 บาท
กล่องสินค้า 10 บาท
ฉลาก 3 บาท
ค่าขนส่งเฉลี่ยจากโรงงาน 7 บาท

ต้นทุนเบื้องต้นจะเป็น

120 + 10 + 3 + 7 = 140 บาท

ดังนั้นไม่ควรใช้เพียง 120 บาทเป็นต้นทุนในการคำนวณราคาขาย

2. อย่าลืมต้นทุน Packaging และการจัดส่ง

สำหรับธุรกิจ E-commerce ค่า Packaging สามารถเพิ่มต้นทุนต่อออเดอร์ได้ไม่น้อย

ตัวอย่างเช่น

กล่องพัสดุ 8 บาท
Bubble 3 บาท
เทป 2 บาท
ซองหรือวัสดุป้องกัน 3 บาท
ใบขอบคุณ 2 บาท

รวมแล้วเท่ากับ

18 บาทต่อออเดอร์

หากขายวันละ 100 ออเดอร์ เท่ากับมีต้นทุนส่วนนี้ประมาณ

1,800 บาทต่อวัน

ดังนั้นค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ เมื่อรวมกับจำนวน Order จำนวนมาก สามารถกลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ได้

3. คำนวณค่าธรรมเนียมช่องทางขาย

หากขายสินค้าผ่าน Marketplace หรือระบบรับชำระเงิน อาจมีค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม

เช่น

ค่าธรรมเนียมการขาย
ค่าธรรมเนียม Payment
ค่าบริการโปรแกรมส่งเสริมการขาย
ค่าธรรมเนียม Campaign
หรือค่าใช้จ่ายอื่นตามช่องทางที่เข้าร่วม

ค่าธรรมเนียมเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันจากแพลตฟอร์มที่ใช้งานจริงก่อนคำนวณราคา

ตัวอย่าง

สมมติขายสินค้า 500 บาท

หากต้นทุนค่าธรรมเนียมรวมที่เกี่ยวข้องกับ Order นั้นคิดเป็น 15%

ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเท่ากับ

500 × 15% = 75 บาท

หากไม่ได้รวมต้นทุน 75 บาทนี้ตั้งแต่แรก กำไรที่คาดไว้ก็จะหายไปทันที

4. ค่าโฆษณาคือต้นทุนสินค้าอย่างหนึ่ง

นี่เป็นจุดที่ร้านค้าออนไลน์จำนวนมากพลาด

สมมติขายสินค้าชิ้นละ 500 บาท

ต้นทุนสินค้า 200 บาท

จึงคิดว่ามีกำไร

500 - 200 = 300 บาท

แต่ร้านใช้ Facebook Ads, Google Ads หรือช่องทางโฆษณาอื่นในการหาลูกค้า

เดือนหนึ่งจ่ายค่าโฆษณา 30,000 บาท และได้ 200 Orders

ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อ Order คือ

30,000 ÷ 200 = 150 บาท

แปลว่าสินค้าแต่ละ Order มี Advertising Cost เฉลี่ยอีกประมาณ 150 บาท

กำไรที่เคยคิดว่า 300 บาทจึงไม่ได้เหลือ 300 บาทจริง

5. ต้องรู้ CAC หรือ Cost per Acquisition

ตัวเลขหนึ่งที่เจ้าของร้านออนไลน์ควรรู้คือ ต้นทุนในการได้ลูกค้าหนึ่งราย

ตัวอย่างเช่น

ใช้ค่าโฆษณา 20,000 บาท

ได้ลูกค้าใหม่ 100 ราย

ต้นทุนเฉลี่ยในการได้ลูกค้าใหม่จะอยู่ที่ประมาณ

200 บาทต่อราย

หากกำไรก่อนหักค่าโฆษณาต่อลูกค้าอยู่ที่ 150 บาท แต่ต้องใช้เงิน 200 บาทเพื่อหาลูกค้าคนนั้น

การขายครั้งแรกก็อาจขาดทุน

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่มีการซื้อซ้ำอาจยอมรับต้นทุนการได้ลูกค้าครั้งแรกที่สูงขึ้นได้ หากมูลค่าที่ลูกค้าสร้างตลอดความสัมพันธ์กับธุรกิจเพียงพอ

จึงต้องพิจารณา Customer Lifetime Value ร่วมด้วย

6. คำนวณส่วนลดและโปรโมชั่นไว้ตั้งแต่แรก

การขายออนไลน์มักมีโปรโมชั่น เช่น

ลด 10%

ลด 20%

ส่งฟรี

ซื้อ 2 แถม 1

Voucher 100 บาท

Flash Sale

หากตั้งราคาสินค้าโดยไม่ได้เผื่อ Promotion Margin ไว้เลย เมื่อถึงเวลาทำโปรโมชั่นอาจพบว่าแทบไม่เหลือกำไร

ตัวอย่างเช่น

ราคาปกติ 500 บาท

จัดโปรโมชั่นลด 20%

ราคาขายจริงเหลือ

400 บาท

ถ้าต้นทุนรวมก่อนโปรโมชั่นอยู่ที่ 350 บาท

จะเหลือส่วนต่างเพียง

50 บาท

และหากยังมีค่าโฆษณาเพิ่มเติม ออเดอร์นั้นก็อาจกลายเป็นขาดทุนได้

7. อย่าลืมต้นทุนแฝงของธุรกิจ

นอกจากต้นทุนต่อชิ้นแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ผูกกับ Order ใด Order หนึ่งโดยตรง

เช่น

เงินเดือนพนักงาน
ค่าเช่าโกดัง
ค่าไฟ
ค่าอินเทอร์เน็ต
ค่า Software
ค่าบัญชี
ค่าทำเว็บไซต์
ค่า Domain และ Hosting
ค่าอุปกรณ์
ค่าถ่ายภาพสินค้า
ค่าจ้าง Graphic
ค่าบริหารจัดการ

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เรียกว่า Fixed Cost หรือ Operating Expense ในภาพรวม

ถึงแม้จะไม่ได้เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ขายสินค้า แต่สุดท้ายกำไรของธุรกิจก็ต้องมากพอที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้

ตัวอย่างคำนวณกำไรสินค้าออนไลน์แบบง่าย

ลองสมมติว่าสินค้าหนึ่งชิ้นขายราคา

590 บาท

มีต้นทุนดังนี้

ต้นทุนสินค้า 200 บาท
Packaging 20 บาท
ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ 70 บาท
ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อ Order 100 บาท
ส่วนลดเฉลี่ย 30 บาท
ร้านช่วยค่าจัดส่ง 20 บาท

ต้นทุนรวมต่อ Order คือ

200 + 20 + 70 + 100 + 30 + 20 = 440 บาท

ดังนั้นกำไรที่เหลือก่อนนำค่าใช้จ่ายส่วนกลางและภาษีมาพิจารณาคือ

590 - 440 = 150 บาท

นี่จึงใกล้เคียงกับภาพจริงมากกว่าการคิดว่า

590 - 200 = 390 บาท

เพราะ 390 บาทคือส่วนต่างจากต้นทุนสินค้า ไม่ใช่กำไรสุทธิของธุรกิจ

Gross Profit กับ Net Profit ต่างกันอย่างไร?

เจ้าของธุรกิจควรแยกสองคำนี้ให้ออก

Gross Profit

คือกำไรหลังจากหักต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าตามนิยามทางบัญชีที่ธุรกิจใช้

ตัวอย่างง่าย ๆ

ขาย 500 บาท
ต้นทุนสินค้า 200 บาท

Gross Profit = 300 บาท

Net Profit

คือกำไรที่เหลือหลังจากนำรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมาคำนวณตามรอบบัญชี

เช่น

ค่าโฆษณา
เงินเดือน
ค่าเช่า
ค่าระบบ
ค่าใช้จ่ายสำนักงาน
และรายการอื่น ๆ

ดังนั้นธุรกิจอาจมี Gross Margin สูง แต่ Net Profit ต่ำก็ได้

Margin กับ Markup อย่าสับสน

สองคำนี้มักถูกเข้าใจว่าเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วคำนวณคนละฐาน

สมมติสินค้า

ต้นทุน 100 บาท
ขาย 150 บาท

กำไรขั้นต้นในตัวอย่างนี้คือ 50 บาท

Markup

คิดจากต้นทุน

50 ÷ 100 × 100

= 50%

Margin

คิดจากราคาขาย

50 ÷ 150 × 100

33.3%

ดังนั้นสินค้า Markup 50% ไม่ได้หมายความว่ามี Margin 50%

เรื่องนี้สำคัญมากในการตั้งราคา

อยากได้ Margin 30% ต้องตั้งราคาเท่าไร?

หากต้นทุนรวมของสินค้าอยู่ที่ 350 บาท และต้องการ Margin 30%

ไม่ควรคิดแบบ

350 + 30% = 455 บาท

เพราะวิธีนี้คือการบวก Markup 30%

หากต้องการ Margin 30% จริง สามารถใช้สูตร

ราคาขาย = ต้นทุน ÷ (1 - Margin ที่ต้องการ)

ดังนั้น

350 ÷ (1 - 0.30)

= 500 บาท

ขาย 500 บาท

ต้นทุน 350 บาท

เหลือ 150 บาท

150 ÷ 500 = 30%

จึงได้ Margin 30% ตามที่ต้องการ

ตั้งราคาตามคู่แข่งอย่างเดียวได้ไหม?

การดูราคาคู่แข่งมีประโยชน์ เพราะช่วยให้รู้ระดับราคาของตลาด

แต่ไม่ควรเห็นคู่แข่งขาย 299 บาท แล้วตั้ง 289 บาททันที

เพราะคุณไม่รู้ว่า

คู่แข่งมีต้นทุนเท่าไร
ซื้อสินค้าจำนวนมากกว่าหรือไม่
มีต้นทุนโฆษณาต่างกันหรือไม่
กำลังทำโปรโมชั่นหรือไม่
มีสินค้าตัวอื่นสร้างกำไรหรือไม่
ยอมขาดทุนเพื่อหาลูกค้าใหม่หรือไม่

ดังนั้นราคาคู่แข่งควรเป็น ข้อมูลประกอบ ไม่ใช่สูตรกำหนดราคาของธุรกิจทั้งหมด

ขายแพงกว่าคู่แข่งได้ไหม?

ได้ หากลูกค้าเห็นเหตุผลว่าทำไมสินค้าของคุณจึงมีมูลค่ามากกว่า

เช่น

Packaging ดีกว่า
รับประกันนานกว่า
จัดส่งเร็วกว่า
มีบริการหลังการขาย
สินค้าแตกต่าง
Brand มีความน่าเชื่อถือ
ให้คำปรึกษาก่อนซื้อ
มี Content และข้อมูลสินค้าชัดเจน

การแข่งขันด้วยราคาถูกที่สุดเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยง เพราะเมื่อคู่แข่งลดราคาตาม ธุรกิจก็ต้องลดอีก

สุดท้าย Margin ของทั้งตลาดอาจลดลง

ราคาถูก ไม่ได้แปลว่าจะขายง่ายเสมอไป

ผู้บริโภคไม่ได้เลือกสินค้าจากราคาเพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ

คุณภาพ
ความปลอดภัย
ความน่าเชื่อถือ
บริการหลังการขาย
ภาพลักษณ์

ราคาที่ต่ำผิดปกติอาจทำให้ลูกค้าบางกลุ่มตั้งคำถามเรื่องคุณภาพได้เช่นกัน

การตั้งราคาจึงควรสอดคล้องกับ Positioning ของ Brand

หากต้องการสร้าง Premium Brand แต่แข่งขันด้วยราคาต่ำที่สุดตลอดเวลา ภาพลักษณ์กับกลยุทธ์ราคาอาจขัดกันเอง

ต้องเผื่อสินค้าคืนและความเสียหายด้วย

ธุรกิจออนไลน์อาจมี

สินค้าชำรุด
ส่งผิด
ลูกค้าคืนสินค้า
พัสดุเสียหาย
สินค้าสูญหาย
เก็บเงินปลายทางไม่สำเร็จในช่องทางที่มีบริการดังกล่าว

ต้นทุนเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดกับทุก Order แต่สามารถคำนวณเป็นค่าเฉลี่ยได้

ตัวอย่างเช่น

เดือนหนึ่งมี 1,000 Orders

ต้นทุนจากสินค้าเสียหายและคืนสินค้ารวม 5,000 บาท

เฉลี่ยเท่ากับ

5 บาทต่อ Order

สามารถนำค่าเฉลี่ยนี้มาประกอบการวิเคราะห์ต้นทุนได้

VAT ต้องนำมาคิดด้วยหรือไม่?

หากธุรกิจอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม การตั้งราคาควรพิจารณาด้วยว่าราคาที่ลูกค้าเห็นเป็นราคาที่รวม VAT แล้วหรือยัง และการบันทึกภาษีซื้อ/ภาษีขายของธุรกิจเป็นอย่างไร

ตัวอย่างเช่น หากแจ้งราคา

1,070 บาท รวม VAT

รายได้ก่อน VAT ไม่ใช่ 1,070 บาทเต็มจำนวน

จึงไม่ควรนำยอดเงินที่รับจากลูกค้าทั้งหมดไปมองเป็นรายได้หรือกำไรโดยไม่แยกส่วนภาษีให้ถูกต้อง

สำหรับการคำนวณภาษีจริงควรใช้ข้อมูลจากระบบบัญชีและปรึกษาผู้ทำบัญชีของธุรกิจ เนื่องจากสถานะและรายการภาษีของแต่ละกิจการแตกต่างกัน

ตั้งราคาสำหรับ Shopee, Lazada และเว็บไซต์ต้องเท่ากันไหม?

ไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างต้นทุนเหมือนกันทุกช่องทาง

เพราะต้นทุนของแต่ละ Channel แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น

Marketplace อาจมีค่าธรรมเนียมและ Campaign Cost

เว็บไซต์ของตัวเองอาจมี Payment Gateway และค่าโฆษณา

Social Commerce อาจมีต้นทุนการตอบแชตและทีมขาย

ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือคำนวณ Contribution ต่อ Order แยกตาม Channel

จะทำให้เห็นว่าช่องทางใดขายเยอะ และช่องทางใดสร้างกำไรจริง

อย่าดูแค่ยอดขาย ให้ดู “กำไรต่อออเดอร์”

สมมติมีสินค้า 2 ตัว

สินค้า A ขายเดือนละ 1,000 ชิ้น แต่เหลือกำไรหลังต้นทุนที่เกี่ยวข้องเพียง 20 บาทต่อชิ้น

สินค้า B ขายเดือนละ 500 ชิ้น แต่เหลือ 100 บาทต่อชิ้น

สินค้า A สร้างส่วนต่าง 20,000 บาท

สินค้า B สร้างส่วนต่าง 50,000 บาท

ดังนั้นสินค้าที่ขายดีที่สุดอาจไม่ใช่สินค้าที่สร้างกำไรมากที่สุด

เจ้าของร้านควรดูทั้ง

ยอดขาย
จำนวน Order
Average Order Value
Margin
Advertising Cost
Contribution Margin
กำไรสุทธิ

ประกอบกัน

เพิ่มกำไรโดยไม่ต้องขึ้นราคาได้ไหม?

ได้ และเป็นสิ่งที่ธุรกิจควรพิจารณาก่อนขึ้นราคาเสมอ

เพิ่ม Average Order Value

แทนที่จะขาย 1 ชิ้น 299 บาท

อาจสร้าง Bundle

2 ชิ้น 550 บาท
3 ชิ้น 790 บาท

หาก Packaging และค่าโฆษณาต่อ Order ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนสินค้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง กำไรต่อ Order อาจดีขึ้น

ทำ Upsell

เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าหลัก สามารถเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้

ลดต้นทุน Packaging

ปรับขนาดกล่องหรือวัสดุให้เหมาะกับสินค้า โดยไม่ลดคุณภาพในการป้องกันสินค้า

ลด Advertising Cost

ปรับ Creative, Landing Page, Audience หรือ Campaign เพื่อเพิ่ม Conversion Rate

หากจำนวน Conversion เพิ่มขึ้นจากงบเท่าเดิม ต้นทุนเฉลี่ยต่อ Order ก็อาจลดลง

เพิ่มการซื้อซ้ำ

หากลูกค้าเดิมกลับมาซื้อโดยไม่ต้องเสียค่า Acquisition เท่ากับลูกค้าใหม่ทุกครั้ง กำไรในระยะยาวอาจดีขึ้น

นี่คือเหตุผลว่าทำไม CRM, LINE OA และระบบดูแลลูกค้าเก่าจึงมีความสำคัญกับ E-commerce

วิธีตั้งราคาสินค้าออนไลน์แบบเป็นระบบ

ก่อนกำหนดราคาขาย ลองเริ่มจากการรวมต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและ Order

ต้นทุนสินค้า

  •  

Packaging

  •  

ค่าธรรมเนียม

  •  

ค่าใช้จ่ายด้านการจัดส่งที่ร้านรับผิดชอบ

  •  

ส่วนลดเฉลี่ย

  •  

ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อ Order

  •  

ค่าเสียหาย/คืนสินค้าเฉลี่ย

จากนั้นจึงกำหนด Margin ที่ต้องการ และพิจารณาค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ภาษี และ Positioning ของสินค้าเพิ่มเติม

อย่าลืมทดลองหลาย Scenario เช่น

ราคาปกติ

ราคาโปรโมชั่น

ราคาช่วง Campaign

ราคาสำหรับ Bundle

เพื่อดูว่าทุกสถานการณ์ยังเหลือ Margin ที่ธุรกิจยอมรับได้หรือไม่

ตัวอย่างตารางคำนวณราคาขาย

สมมติสินค้าหนึ่งรายการมีข้อมูลดังนี้

รายการ ต้นทุน
ต้นทุนสินค้า 180 บาท
Packaging 20 บาท
ค่าธรรมเนียม 50 บาท
ค่าโฆษณาเฉลี่ย 80 บาท
ส่วนลดเฉลี่ย 20 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นเฉลี่ย 10 บาท
รวม 360 บาท

หากขาย 500 บาท

ส่วนต่างจะเหลือ

500 - 360 = 140 บาท

คิดเป็น

140 ÷ 500 × 100 = 28%

ดังนั้น Contribution Margin ตามสมมติฐานนี้อยู่ประมาณ 28%

เมื่อเห็นตัวเลขแบบนี้ เจ้าของธุรกิจสามารถตัดสินใจต่อได้ว่า Margin ดังกล่าวเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนกลางและกำไรที่ต้องการหรือไม่ หรือใช้เครื่องมือช่วยคำนวณที่เราจำทำไว้ได้เลย

เช็กลิสต์ก่อนกดตั้งราคาสินค้า

ก่อนกำหนดราคาขาย ลองตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้

ต้นทุนสินค้าจริงเท่าไร?

Packaging ต่อ Order เท่าไร?

ค่าธรรมเนียมของช่องทางขายเท่าไร?

ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อ Order เท่าไร?

มีค่า Shipping ที่ร้านต้องออกหรือไม่?

ปกติให้ส่วนลดเฉลี่ยกี่เปอร์เซ็นต์?

มี Return Rate หรือสินค้าเสียหายเท่าไร?

ต้องการ Margin เท่าไร?

มีค่าใช้จ่ายประจำเดือนเท่าไร?

ราคาคู่แข่งอยู่ประมาณไหน?

ลูกค้ายอมจ่ายราคานี้เพราะอะไร?

ถ้าลดราคา 10–20% ยังมีกำไรหรือไม่?

ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ การตั้งราคาจะมีพื้นฐานจากข้อมูลมากกว่าการคาดเดา

สรุป ตั้งราคาขายอย่างไรให้มีกำไรจริง?

สิ่งสำคัญที่สุดของการตั้งราคาสินค้าออนไลน์คือ อย่าคิดเฉพาะต้นทุนสินค้า

เพราะราคาขายหนึ่ง Order อาจต้องรับผิดชอบทั้ง

ต้นทุนสินค้า
Packaging
ค่าธรรมเนียม
ค่าโฆษณา
โปรโมชั่น
การจัดส่ง
สินค้าคืน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
และภาษีที่เกี่ยวข้อง

หากคำนวณไม่ครบ ธุรกิจอาจเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่เงินที่เหลือจริงกลับไม่ได้เพิ่มตาม

ดังนั้นก่อนถามว่า

“ควรขายราคาเท่าไร?”

ควรถามก่อนว่า

“ขายราคานี้แล้ว หลังหักต้นทุนทั้งหมด เราเหลือเงินจริงเท่าไร?”

เพราะเป้าหมายของธุรกิจไม่ใช่เพียง ขายได้

แต่ต้อง ขายแล้วมีกำไร และมีกำไรมากพอให้ธุรกิจเติบโตต่อได้