อยากเริ่มจ้างทำเว็บไซต์ ควรพิจารณาอะไรบ้าง?
เว็บไซต์ถือเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญของธุรกิจในยุคดิจิทัล ไม่ว่าจะใช้สำหรับแนะนำบริษัท นำเสนอสินค้าและบริการ สร้างความน่าเชื่อถือ รับลูกค้าจาก Google หรือใช้เป็น Landing Page สำหรับการทำโฆษณา แต่สำหรับคนที่กำลังเริ่มต้นและไม่เคยทำเว็บไซต์มาก่อน คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ “จะเริ่มจ้างทำเว็บไซต์ต้องเตรียมอะไรบ้าง?” และควรเลือกผู้ให้บริการจากอะไร เพื่อให้เว็บไซต์ที่ได้ตอบโจทย์และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง
ก่อนตัดสินใจจ้างทำเว็บไซต์ จึงไม่ควรพิจารณาเพียงแค่ราคา แต่ควรมองตั้งแต่เป้าหมายของเว็บไซต์ รูปแบบการใช้งาน ฟังก์ชันที่ต้องการ ไปจนถึงการดูแลหลังส่งมอบ เพราะรายละเอียดเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อทั้งงบประมาณ ระยะเวลาการทำงาน และประสิทธิภาพของเว็บไซต์ในระยะยาว
1. เริ่มจากกำหนดเป้าหมายของเว็บไซต์ให้ชัดเจน
สิ่งแรกที่ควรถามตัวเองก่อนจ้างทำเว็บไซต์คือ “เราต้องการเว็บไซต์ไปเพื่ออะไร?” เพราะเว็บไซต์แต่ละประเภทมีโครงสร้างและวิธีการออกแบบแตกต่างกัน เช่น เว็บไซต์บริษัทเน้นการนำเสนอข้อมูลและสร้างความน่าเชื่อถือ เว็บไซต์ขายสินค้าอาจต้องมีระบบตะกร้าและชำระเงิน ส่วน Landing Page สำหรับโฆษณาควรออกแบบให้ผู้เข้าชมเข้าใจบริการได้รวดเร็วและมีจุดกระตุ้นให้ติดต่ออย่างชัดเจน
เมื่อกำหนดเป้าหมายได้ตั้งแต่ต้น ผู้รับทำเว็บไซต์จะสามารถวางโครงสร้างและเสนอรูปแบบเว็บไซต์ที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการเพิ่มหรือลดฟังก์ชันระหว่างทำงาน ซึ่งอาจทำให้งบประมาณและระยะเวลาของโครงการเปลี่ยนแปลงได้
2. กำหนดจำนวนหน้าและข้อมูลที่ต้องการนำเสนอ
ก่อนขอราคาควรมีภาพคร่าว ๆ ว่าเว็บไซต์ต้องการกี่หน้า เช่น หน้าแรก เกี่ยวกับเรา สินค้าและบริการ ผลงาน บทความ และติดต่อเรา เพราะจำนวนหน้าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อราคาทำเว็บไซต์โดยตรง
หากยังไม่แน่ใจว่าควรมีกี่หน้า สามารถเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลที่ต้องการนำเสนอ แล้วให้บริษัทรับทำเว็บไซต์ช่วยวาง Sitemap หรือโครงสร้างเว็บไซต์ให้ได้ สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องสร้างหน้าเว็บไซต์จำนวนมากเสมอไป แต่ควรมีจำนวนหน้าที่เหมาะสมและทำให้ผู้เข้าชมหาข้อมูลที่ต้องการได้ง่าย
3. เตรียมงบประมาณสำหรับทำเว็บไซต์
ราคาทำเว็บไซต์มีตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นหรือสูงกว่านั้น ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของงาน การออกแบบ จำนวนหน้า ระบบหลังบ้าน ฟังก์ชันเฉพาะ และระดับความซับซ้อนของเว็บไซต์ ดังนั้นก่อนเลือกผู้ให้บริการควรกำหนดช่วงงบประมาณที่สามารถลงทุนได้ เพื่อให้สามารถเลือกรูปแบบเว็บไซต์ได้เหมาะสม
การเปรียบเทียบราคาควรดูรายละเอียดของสิ่งที่ได้รับควบคู่กัน ไม่ควรพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว เช่น ราคานั้นรวม Domain และ Hosting หรือไม่ รองรับมือถือหรือไม่ มีระบบหลังบ้านหรือไม่ สามารถแก้ไขข้อมูลเองได้หรือไม่ รวม SEO เบื้องต้นหรือไม่ และมีบริการดูแลหลังส่งมอบนานแค่ไหน
4. ตรวจสอบผลงานของผู้รับทำเว็บไซต์
Portfolio เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้เห็นรูปแบบและคุณภาพของงานที่ผ่านมา ควรลองเปิดเว็บไซต์จริงจากผลงานของผู้ให้บริการ ไม่ใช่ดูเฉพาะภาพตัวอย่าง เพราะเว็บไซต์ที่ดีไม่ได้มีเพียงหน้าตาที่สวย แต่ควรใช้งานง่าย รองรับมือถือ โหลดได้เหมาะสม และจัดวางข้อมูลอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ควรพิจารณาว่าสไตล์การออกแบบของผู้ให้บริการตรงกับภาพลักษณ์ที่ธุรกิจต้องการหรือไม่ หากต้องการเว็บไซต์ที่ดูทันสมัย แต่ผลงานส่วนใหญ่เป็นเว็บไซต์รูปแบบเก่า แม้ราคาจะน่าสนใจ แต่อาจไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการในท้ายที่สุด
5. ดูว่าเป็นงานออกแบบเฉพาะหรือใช้ Template
ควรถามให้ชัดเจนว่าเว็บไซต์จะออกแบบใหม่ตามแบรนด์ หรือเป็นการนำ Template สำเร็จรูปมาปรับแต่ง เพราะทั้งสองรูปแบบมีข้อดีแตกต่างกัน เว็บไซต์ที่ใช้ Template อาจทำได้รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่า ส่วนเว็บไซต์ที่ออกแบบตามแบรนด์จะสามารถควบคุม Mood & Tone การจัดวางเนื้อหา และประสบการณ์ใช้งานให้เหมาะกับธุรกิจได้มากกว่า
ไม่มีรูปแบบไหนที่เหมาะกับทุกธุรกิจ สิ่งสำคัญคือผู้ว่าจ้างควรรู้ว่าตัวเองกำลังได้รับงานในลักษณะใด และราคาที่จ่ายสอดคล้องกับขอบเขตงานหรือไม่
6. เว็บไซต์ต้องรองรับการใช้งานบนมือถือ
ปัจจุบันผู้ใช้งานจำนวนมากเข้าชมเว็บไซต์ผ่านสมาร์ตโฟน การทำเว็บไซต์จึงควรรองรับ Responsive Design เพื่อให้หน้าเว็บสามารถปรับตามขนาดหน้าจอได้อย่างเหมาะสม ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ
นอกจากการแสดงผลแล้ว ควรดูเรื่องประสบการณ์ใช้งานบนมือถือด้วย เช่น ตัวหนังสือต้องอ่านง่าย ปุ่มกดไม่เล็กเกินไป เมนูใช้งานสะดวก และปุ่มโทรหรือ LINE ควรอยู่ในตำแหน่งที่สามารถติดต่อได้ง่าย โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ใช้สำหรับการตลาดและโฆษณาออนไลน์
7. พิจารณาเรื่องความเร็วของเว็บไซต์ตั้งแต่ต้น
เว็บไซต์ที่สวยแต่โหลดช้าอาจทำให้ผู้เข้าชมออกจากเว็บไซต์ก่อนเห็นข้อมูลสำคัญได้ ความเร็วจึงควรถูกนำมาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นขนาดรูปภาพ จำนวน Script ระบบ Cache คุณภาพของ Hosting รวมถึง Plugin หรือระบบต่าง ๆ ที่ติดตั้งภายในเว็บไซต์
ก่อนจ้างสามารถสอบถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับแนวทางการ Optimize เว็บไซต์ได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีแผนทำ SEO หรือยิง Google Ads เพราะประสบการณ์ใช้งานของหน้า Landing Page มีความสำคัญต่อประสิทธิภาพของการตลาดออนไลน์ด้วย
8. อย่าลืมเรื่อง SEO และโครงสร้างเว็บไซต์
หากต้องการให้เว็บไซต์มีโอกาสค้นเจอบน Google ควรวางโครงสร้าง SEO ตั้งแต่เริ่มทำเว็บไซต์ ไม่ใช่รอให้เว็บไซต์เสร็จแล้วจึงค่อยกลับมาแก้ทั้งหมด โดยพื้นฐานควรสามารถกำหนด Title, Meta Description, URL, Heading และ Alt Text ของรูปภาพได้ รวมถึงมี Sitemap และโครงสร้างเว็บไซต์ที่ Search Engine สามารถเข้าถึงได้
อย่างไรก็ตาม การทำเว็บไซต์ที่รองรับ SEO ไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์จะติดอันดับทันที เพราะการทำอันดับยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของเนื้อหา การแข่งขันของ Keyword ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ และปัจจัยอื่น ๆ แต่การวางพื้นฐานให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้สามารถต่อยอด SEO ในอนาคตได้ง่ายกว่า
9. ตรวจสอบระบบหลังบ้านและสิทธิ์ในการจัดการเว็บไซต์
หากต้องการแก้ข้อความ เปลี่ยนรูป เพิ่มสินค้า หรือเขียนบทความเอง ควรถามว่าหลังส่งมอบแล้วสามารถจัดการส่วนใดได้บ้าง และระบบหลังบ้านใช้งานยากหรือไม่ รวมถึงมีการสอนใช้งานหรือคู่มือให้หรือไม่
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือสิทธิ์ในการเข้าถึงเว็บไซต์ เช่น Domain, Hosting, ระบบหลังบ้าน และบัญชีที่เกี่ยวข้อง ควรตกลงให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าใครเป็นผู้ถือครองและหลังจบงานลูกค้าจะได้รับสิทธิ์อะไรบ้าง เพื่อป้องกันปัญหาเมื่อต้องการย้ายผู้ดูแลหรือพัฒนาเว็บไซต์ต่อในอนาคต
10. สอบถามบริการดูแลหลังส่งมอบเว็บไซต์
เว็บไซต์ไม่ใช่งานที่ทำเสร็จแล้วจะไม่มีปัญหาอีกเลย ในอนาคตอาจมีเรื่องที่ต้องดูแล เช่น การอัปเดตระบบ การสำรองข้อมูล ปัญหา Hosting เว็บไซต์แสดงผลผิดปกติ หรือการปรับข้อมูลบางส่วน ดังนั้นควรสอบถามว่าหลังส่งมอบมีระยะเวลารับประกันหรือดูแลเว็บไซต์หรือไม่
นอกจากนี้ควรแยกให้ออกระหว่าง “การรับประกันงานเดิม” กับ “การเพิ่มงานใหม่” เช่น หากระบบที่ตกลงไว้มีปัญหาอาจอยู่ในเงื่อนไขการดูแล แต่การเพิ่มหน้า เพิ่มฟังก์ชัน หรือออกแบบส่วนใหม่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การตกลงรายละเอียดให้ชัดเจนจะช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ให้บริการ
11. เตรียมข้อมูลที่ใช้สำหรับทำเว็บไซต์
การเตรียมข้อมูลให้พร้อมจะช่วยให้การทำเว็บไซต์รวดเร็วขึ้น เช่น Logo, Brand Guideline, ข้อมูลบริษัท, รายละเอียดสินค้าและบริการ, รูปภาพ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, LINE, Social Media และข้อมูลสำหรับหน้าติดต่อ
หากยังไม่มีเนื้อหาครบทั้งหมด ควรแจ้งผู้รับทำเว็บไซต์ตั้งแต่ต้นเพื่อวางแผนว่าใครเป็นผู้จัดเตรียมข้อความ รูปภาพ หรือกราฟิก เพราะหลายครั้งที่เว็บไซต์ใช้เวลานานกว่ากำหนดไม่ได้เกิดจากขั้นตอนการพัฒนา แต่เกิดจากการรอข้อมูลสำหรับนำมาวางบนเว็บไซต์
12. เลือกผู้รับทำเว็บไซต์ที่สื่อสารและอธิบายงานได้ชัดเจน
นอกจากผลงานและราคาแล้ว การสื่อสารเป็นอีกปัจจัยที่ควรพิจารณา ผู้ให้บริการควรสามารถอธิบายขอบเขตงาน ขั้นตอน ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และข้อจำกัดต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน รวมถึงช่วยแนะนำสิ่งที่เหมาะสมกับเป้าหมายของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงเสนอฟังก์ชันจำนวนมากโดยไม่จำเป็น
ก่อนเริ่มงานควรมีรายละเอียดขอบเขตงานหรือใบเสนอราคาที่ระบุสิ่งที่จะได้รับให้ชัดเจน เช่น จำนวนหน้า ฟังก์ชัน ระยะเวลาทำงาน จำนวนครั้งในการแก้ไข Domain และ Hosting การดูแลหลังส่งมอบ และค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันก่อนเริ่มโครงการ
สรุป ก่อนจ้างทำเว็บไซต์ อย่าดูแค่ราคา
การจ้างทำเว็บไซต์ที่เหมาะกับธุรกิจควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน จากนั้นจึงพิจารณาจำนวนหน้า ฟังก์ชัน งบประมาณ รูปแบบการออกแบบ ความเร็ว การรองรับมือถือ SEO ระบบหลังบ้าน และบริการหลังการขายควบคู่กันไป เว็บไซต์ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีฟังก์ชันมากที่สุดหรือราคาสูงที่สุด แต่ควรเป็นเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ใช้งานจริงได้ และสามารถต่อยอดได้ในอนาคต
หากคุณกำลังมองหา บริการรับทำเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ NK Creative ให้บริการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ตามภาพลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ ทั้งเว็บไซต์บริษัท Landing Page เว็บไซต์นำเสนอสินค้าและบริการ และเว็บไซต์สำหรับต่อยอดการตลาดออนไลน์ พร้อมวางโครงสร้างเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งานบนมือถือและ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่สามารถนำไปใช้งานกับธุรกิจได้จริง