เปิดร้าน Shopee / Lazada ต้องเตรียมอะไรบ้าง? Checklist สำหรับร้านใหม่
การเปิดร้านบน Shopee หรือ Lazada ไม่ได้ยากในแง่ของการสมัครบัญชี แต่สิ่งที่ทำให้ร้านใหม่หลายร้านเริ่มต้นได้ช้าหรือเปิดร้านแล้วขายไม่ออก มักเกิดจากการเตรียมข้อมูลไม่ครบ เช่น รูปสินค้าไม่พร้อม ราคายังไม่ได้คำนวณ สต็อกไม่ชัด รายละเอียดสินค้าไม่ครบ หรือยังไม่ได้วางระบบแพ็กและจัดส่ง
หากเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนเปิดร้าน จะช่วยให้สามารถลงสินค้าได้เร็วขึ้น ลดการแก้ไขภายหลัง และทำให้ร้านดูน่าเชื่อถือตั้งแต่วันแรกที่เริ่มขาย
สำหรับร้านใหม่ ลองใช้ Checklist นี้เป็นแนวทางก่อนเริ่มเปิดร้านบน Shopee หรือ Lazada
1. เตรียมชื่อร้านและภาพลักษณ์ของร้าน
ก่อนสมัครเปิดร้าน ควรกำหนดชื่อร้านให้ชัดเจนก่อน โดยชื่อควรอ่านง่าย จำง่าย และสัมพันธ์กับสินค้า หรือใช้ชื่อเดียวกับแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว
หากขายหลายแพลตฟอร์ม เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ Social Media ควรพยายามใช้ชื่อร้านเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เพื่อให้ลูกค้าจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
นอกจากชื่อร้านแล้ว ควรเตรียมองค์ประกอบพื้นฐาน เช่น
-
Logo ร้าน
-
Banner ร้าน
-
สีหลักของแบรนด์
-
คำแนะนำร้าน
-
ช่องทางติดต่อ
-
เวลาให้บริการ
-
นโยบายร้านเบื้องต้น
ร้านที่มีภาพลักษณ์ชัดเจนตั้งแต่ต้นจะดูน่าเชื่อถือกว่าร้านที่มีเพียงสินค้าแต่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับร้านเลย
2. เตรียมข้อมูลผู้ขายและบัญชีรับเงิน
ก่อนเปิดร้าน ควรเตรียมข้อมูลที่ใช้สำหรับยืนยันตัวตนและรับเงินจากการขายให้พร้อม
ข้อมูลที่ควรมี เช่น
รายละเอียดที่ระบบร้องขออาจแตกต่างกันตามประเภทผู้ขายและเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม ดังนั้นควรตรวจสอบข้อมูลใน Seller Centre ของ Shopee และ Lazada อีกครั้งก่อนสมัครจริง
การเตรียมข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยลดปัญหาที่เปิดร้านแล้วแต่ยังไม่สามารถตั้งค่ารับเงินหรือยืนยันบัญชีได้ครบ
3. เตรียมรายการสินค้าที่จะขาย
ร้านใหม่ไม่จำเป็นต้องลงสินค้าทั้งหมดตั้งแต่วันแรก
หากมีสินค้าเยอะ ควรเริ่มจากสินค้าหลักก่อน เช่น 5–20 SKU ที่มีสต็อกพร้อม ราคาแข่งขันได้ และมีโอกาสสร้างยอดขาย
สำหรับสินค้าแต่ละรายการควรเตรียมข้อมูล เช่น
-
ชื่อสินค้า
-
SKU
-
รุ่น
-
สี
-
ขนาด
-
น้ำหนัก
-
จำนวนสต็อก
-
ต้นทุน
-
ราคาขาย
-
จุดเด่น
-
วิธีใช้งาน
-
วัสดุ
-
รายละเอียดภายในกล่อง
หากมีหลาย Variant เช่น หลายสี หลายไซซ์ หรือหลายรส ควรจัดข้อมูลให้ชัดเจนก่อนเริ่มลงสินค้า เพื่อป้องกันปัญหาสต็อกผิดในภายหลัง
4. เตรียมรูปสินค้าให้ครบ
รูปสินค้าเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่สุดของร้านบน Marketplace เพราะลูกค้าไม่สามารถจับสินค้าจริงก่อนซื้อได้
ควรเตรียมอย่างน้อยทั้งรูปปกและรูปอธิบายรายละเอียดสินค้า
รูปปกควรเห็นสินค้าชัดเจน อ่านง่าย และไม่ใส่ข้อความมากจนรก ส่วนรูปถัดไปสามารถใช้สำหรับอธิบายคุณสมบัติ ขนาด วิธีใช้ จุดเด่น หรือเปรียบเทียบรุ่น
ตัวอย่างชุดรูปสินค้าที่ควรมี ได้แก่
หากรูปสินค้าดี ลูกค้าจะเข้าใจสินค้าได้เร็วขึ้น และลดจำนวนคำถามที่ต้องตอบผ่านแชตด้วย
5. เตรียมชื่อสินค้าและ Keyword
ชื่อสินค้าควรช่วยทั้งลูกค้าและระบบค้นหาเข้าใจว่าสินค้าคืออะไร
ไม่ควรใช้เพียงชื่อรุ่น เช่น
“Model A10”
เพราะลูกค้าอาจไม่รู้ว่าเป็นสินค้าอะไร
ควรเขียนให้มีประเภทสินค้าและคุณสมบัติหลัก เช่น
“กระเป๋าผ้าแคนวาสผู้หญิง รุ่น A10 ใบใหญ่ มีซิป”
หลักสำคัญคือเลือก Keyword ที่ตรงกับสินค้าจริง และเป็นคำที่ลูกค้ามีโอกาสใช้ค้นหา
ไม่ควรยัด Keyword จำนวนมากจนชื่อสินค้าอ่านยาก เพราะสุดท้ายลูกค้าก็ต้องอ่านและตัดสินใจคลิกเช่นกัน
ร้านที่ขายหลายรายการควรวาง Keyword ให้สินค้าแต่ละตัวแตกต่างกันตามรุ่นหรือกลุ่มลูกค้า เพื่อไม่ให้สินค้าทั้งร้านแย่งคำค้นหากันเองทั้งหมด
6. เขียนรายละเอียดสินค้าให้พร้อม
รายละเอียดสินค้าไม่ควรมีเพียงประโยคสั้น ๆ ว่า “สินค้าคุณภาพดี พร้อมส่ง”
ควรเขียนข้อมูลให้ตอบคำถามที่ลูกค้าน่าจะอยากรู้ก่อนซื้อ
ตัวอย่างข้อมูลที่ควรมี เช่น
-
สินค้าคืออะไร
-
เหมาะกับใคร
-
จุดเด่น
-
ขนาด
-
น้ำหนัก
-
วัสดุ
-
สี
-
วิธีใช้งาน
-
วิธีดูแลรักษา
-
สิ่งที่ได้รับ
-
เงื่อนไขการรับประกัน
-
หมายเหตุสำคัญ
หากมีข้อมูลชัดเจนตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความเข้าใจผิดและลดโอกาสเกิดรีวิวด้านลบหลังลูกค้าได้รับสินค้า
7. คำนวณราคาขายก่อนเปิดร้าน
ก่อนตั้งราคาสินค้า ควรคำนวณต้นทุนทั้งหมด ไม่ใช่ดูเพียงต้นทุนซื้อสินค้ามาเท่านั้น
ต้นทุนที่ควรนำมาคิด ได้แก่
-
ต้นทุนสินค้า
-
ค่าบรรจุภัณฑ์
-
ค่าแพ็กสินค้า
-
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
-
ค่าโปรโมชัน
-
Voucher
-
ค่า Ads
-
ค่าแรง
-
ต้นทุนการคืนสินค้า
-
กำไรที่ต้องการ
ตัวอย่างเช่น หากต้นทุนสินค้า 200 บาท แล้วขาย 250 บาท ดูเหมือนจะมีกำไร 50 บาท แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายอื่นทั้งหมด อาจเหลือกำไรจริงเพียงเล็กน้อย
ร้านใหม่จึงควรกำหนด Margin ขั้นต่ำของสินค้าแต่ละตัวไว้ก่อนว่า ราคาต่ำสุดที่สามารถขายได้โดยไม่ขาดทุนคือเท่าไร
8. เช็กราคาคู่แข่งก่อนตั้งราคา
นอกจากคำนวณต้นทุนของตัวเองแล้ว ควรค้นหาสินค้าประเภทเดียวกันบน Shopee และ Lazada เพื่อดูว่าตลาดขายกันประมาณเท่าไร
อย่าดูแค่ร้านที่ถูกที่สุด แต่ควรดูหลายระดับ เช่น
จากนั้นดูว่าสินค้าของเราจะวางตำแหน่งไว้ตรงไหน
หากตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่ง ควรมีเหตุผลรองรับ เช่น คุณภาพสูงกว่า ของแท้ รับประกัน มีของแถม หรือมีบริการหลังการขายที่ดีกว่า
9. วางระบบสต็อกให้ชัด
สต็อกเป็นเรื่องที่ร้านใหม่มักมองข้าม โดยเฉพาะร้านที่ขายทั้ง Shopee และ Lazada พร้อมกัน
หากมีสินค้า 10 ชิ้น แต่ใส่สต็อก 10 ชิ้นไว้ทั้งสองแพลตฟอร์ม เท่ากับระบบแสดงว่ามีสินค้า 20 ชิ้น ทั้งที่ของจริงมีเพียง 10 ชิ้น
หากเกิดคำสั่งซื้อพร้อมกัน อาจทำให้ไม่มีสินค้าส่งและต้องยกเลิกออเดอร์
จึงควรกำหนด SKU และมีระบบกลางสำหรับเช็กสต็อก เช่น Spreadsheet หรือระบบ Stock Management
หากร้านมีสินค้าและออเดอร์จำนวนมากขึ้น จึงค่อยพิจารณาใช้ระบบที่ Sync สต็อกหลาย Marketplace เข้าด้วยกัน
10. เตรียมระบบแพ็กสินค้า
ก่อนเปิดร้านควรทดลองแพ็กสินค้าจริงอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
สิ่งที่ควรเตรียม เช่น
สินค้าที่แตกหักง่ายควรทดสอบว่า Packaging สามารถป้องกันสินค้าได้เพียงพอหรือไม่
ควรเลือกกล่องให้พอดีกับสินค้า เพราะกล่องที่ใหญ่เกินไปทำให้เปลืองวัสดุและอาจเพิ่มต้นทุนการจัดส่งโดยไม่จำเป็น
11. เตรียมข้อมูลน้ำหนักและขนาดพัสดุ
เวลาลงสินค้า ควรใส่น้ำหนักและขนาดสินค้าให้ใกล้เคียงกับของจริงหลังแพ็ก ไม่ใช่น้ำหนักเฉพาะตัวสินค้า
ตัวอย่างเช่น สินค้าหนัก 800 กรัม แต่เมื่อรวมกล่องและวัสดุกันกระแทกแล้วอาจหนัก 1 กิโลกรัม
หากใส่ข้อมูลผิด อาจส่งผลต่อค่าจัดส่งหรือเกิดปัญหากับระบบขนส่งได้
วิธีที่ง่ายที่สุดคือทดลองแพ็กสินค้าจริงแล้วชั่งน้ำหนัก พร้อมวัดขนาดกล่องก่อนลงข้อมูลในระบบ
12. กำหนดเวลาจัดการออเดอร์
ควรวางระบบภายในว่าหากมีออเดอร์เข้ามา ใครเป็นคนเช็กสินค้า ใครแพ็ก และช่วงเวลาไหนจะนำสินค้าเข้าสู่ระบบจัดส่ง
ตัวอย่างเช่น
ออเดอร์ก่อน 12.00 น. → แพ็กและส่งภายในวันเดียวกัน
หรือ
แพ็กสินค้าเวลา 10.00 และ 15.00 น. ทุกวัน
การมี Workflow ชัดเจนจะช่วยลดออเดอร์ตกหล่น โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีคำสั่งซื้อหลายรายการพร้อมกัน
13. เตรียมนโยบายร้านและการตอบลูกค้า
ก่อนเปิดร้านควรกำหนดแนวทางไว้ก่อนว่า หากลูกค้าทักมาถามเรื่องต่าง ๆ จะตอบอย่างไร
ตัวอย่างคำถามที่มักพบ เช่น
-
มีของไหม
-
ส่งวันไหน
-
ของแท้ไหม
-
เปลี่ยนสินค้าได้หรือไม่
-
มีรับประกันไหม
-
ใช้กับรุ่นนี้ได้ไหม
-
ซื้อหลายชิ้นมีส่วนลดไหม
สามารถเตรียมข้อความตอบพื้นฐานไว้ล่วงหน้าเพื่อให้แอดมินตอบได้รวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
นอกจากนี้ควรทำความเข้าใจเงื่อนไขเกี่ยวกับการคืนสินค้า คืนเงิน และข้อกำหนดของแต่ละ Marketplace ให้ชัดเจนด้วย
14. วางโปรโมชั่นสำหรับร้านใหม่
ร้านใหม่มีข้อเสียคือยังมีรีวิวน้อยและลูกค้ายังไม่รู้จักร้าน จึงควรมีข้อเสนอช่วยลดความลังเลในการซื้อครั้งแรก
ตัวอย่างเช่น
-
Voucher ลูกค้าใหม่
-
ซื้อครบยอดรับส่วนลด
-
ซื้อ 2 ชิ้นราคาพิเศษ
-
Bundle
-
ของแถม
-
โปรโมชั่นช่วงเปิดร้าน
ไม่จำเป็นต้องลดราคาหนัก เพราะการลดมากเกินไปอาจทำให้ร้านขายดีแต่ไม่มีกำไร
สิ่งสำคัญคือโปรโมชั่นต้องคำนวณจาก Margin ที่เตรียมไว้แล้ว
15. เลือกสินค้าที่จะใช้เป็นตัวดึงยอด
หากมีสินค้าหลายรายการ ไม่จำเป็นต้องโปรโมตทุกตัวเท่ากัน
ควรเลือก Hero Product หรือสินค้าหลักประมาณ 3–5 รายการก่อน
สินค้ากลุ่มนี้ควรมีคุณสมบัติ เช่น
เมื่อ Hero Product เริ่มมี Traffic และยอดขาย สามารถใช้สินค้าตัวนั้นพาลูกค้าเข้ามาดูสินค้าอื่นในร้านได้
16. อย่าเพิ่งยิง Ads หากหน้าสินค้ายังไม่พร้อม
ทั้ง Shopee และ Lazada มีระบบโฆษณาภายในแพลตฟอร์ม แต่ Ads ไม่สามารถแก้ปัญหาหน้าสินค้าที่ไม่พร้อมได้ทั้งหมด
ก่อนเริ่มยิงโฆษณาควรเช็กว่า
-
รูปปกดีหรือยัง
-
ราคาแข่งขันได้หรือไม่
-
ชื่อสินค้าชัดเจนหรือไม่
-
รายละเอียดครบไหม
-
สต็อกพร้อมหรือไม่
-
โปรโมชั่นมีหรือยัง
หากยิง Ads ไปยังสินค้าที่มีคนคลิกแต่ไม่มีใครซื้อ ค่าโฆษณาจะเพิ่มขึ้นโดยไม่ช่วยให้ร้านสร้างกำไร
สำหรับร้านใหม่ควรเริ่มจากงบเล็กกับสินค้าหลักก่อน แล้วดูว่าตัวไหนมี Click, Add to Cart และ Order จริง จากนั้นจึงค่อยขยายงบ
Checklist ก่อนเปิดร้าน Shopee / Lazada
| Checklist |
สถานะ |
| ชื่อร้านพร้อม |
☐ |
| Logo พร้อม |
☐ |
| Banner ร้านพร้อม |
☐ |
| ข้อมูลผู้ขายพร้อม |
☐ |
| บัญชีรับเงินพร้อม |
☐ |
| รายการสินค้าพร้อม |
☐ |
| SKU / Variant พร้อม |
☐ |
| รูปสินค้าพร้อม |
☐ |
| ชื่อสินค้าและ Keyword พร้อม |
☐ |
| รายละเอียดสินค้าพร้อม |
☐ |
| ราคาขายคำนวณแล้ว |
☐ |
| เช็กราคาคู่แข่งแล้ว |
☐ |
| สต็อกพร้อม |
☐ |
| อุปกรณ์แพ็กพร้อม |
☐ |
| น้ำหนักและขนาดพัสดุพร้อม |
☐ |
| ระบบจัดส่งพร้อม |
☐ |
| ข้อความตอบลูกค้าพร้อม |
☐ |
| โปรโมชั่นเปิดร้านพร้อม |
☐ |
| Hero Product พร้อม |
☐ |
| แผน Ads เบื้องต้นพร้อม |
☐ |
ควรเปิด Shopee และ Lazada พร้อมกันเลยไหม?
ขึ้นอยู่กับความพร้อมของร้าน
หากมีทีมดูแล มีสินค้าและสต็อกพร้อม การเปิดทั้ง Shopee และ Lazada ตั้งแต่ต้นสามารถช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
แต่หากเพิ่งเริ่มและมีคนดูแลเพียง 1–2 คน การเริ่มจากแพลตฟอร์มเดียวก่อนอาจจัดการง่ายกว่า
เพราะร้านไม่ได้มีเพียงงานลงสินค้า แต่ยังมีงานตอบแชต เช็กออเดอร์ แพ็กสินค้า อัปเดตสต็อก ทำโปรโมชั่น และดู Ads
เมื่อ Workflow เริ่มลงตัวแล้วจึงค่อยขยายไปอีกแพลตฟอร์ม จะช่วยลดความผิดพลาดในช่วงเริ่มต้นได้
เปิดร้านแล้วควรดูตัวเลขอะไรบ้าง?
หลังเปิดร้านแล้ว อย่าดูเพียงจำนวนออเดอร์
ควรดูเส้นทางของลูกค้าด้วย เช่น
Impression → Click → View Product → Add to Cart → Order
หาก Impression ต่ำ แสดงว่าสินค้ายังมีคนเห็นน้อย อาจต้องปรับ Keyword, ชื่อสินค้า หรือเพิ่ม Ads
หากคนเห็นเยอะแต่ไม่คลิก ควรดูรูปปก ราคา และชื่อสินค้า
หากคนคลิกเยอะแต่ไม่ซื้อ ควรดูรายละเอียดสินค้า รีวิว ราคา และโปรโมชั่น
การอ่านข้อมูลเป็นขั้นตอนจะช่วยให้แก้ร้านได้ตรงจุดมากกว่าการเพิ่มงบโฆษณาทันที
ข้อผิดพลาดที่ร้านใหม่ควรหลีกเลี่ยง
ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือรีบเปิดร้านทั้งที่ข้อมูลยังไม่พร้อม ลงรูปสินค้าที่ไม่ชัด ตั้งราคาตามคู่แข่งโดยไม่คิดต้นทุน ใส่สต็อกมากกว่าของจริง และยิง Ads ทุกสินค้าโดยยังไม่รู้ว่าตัวไหนมีโอกาสขาย
อีกข้อหนึ่งคือเปิด Shopee และ Lazada พร้อมกัน แต่ไม่มีระบบจัดการสต็อก ทำให้เมื่อมีออเดอร์พร้อมกันแล้วของไม่พอส่ง
สำหรับร้านใหม่ การเริ่มช้าลงเล็กน้อยเพื่อเตรียมระบบให้พร้อม มักดีกว่าการรีบเปิดร้านแล้วต้องตามแก้ปัญหาทีหลัง
สรุป เปิดร้าน Shopee / Lazada ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
ก่อนเปิดร้าน Shopee หรือ Lazada ควรเตรียมให้ครบตั้งแต่ข้อมูลร้าน ข้อมูลผู้ขาย รายการสินค้า รูปภาพ ชื่อและ Keyword รายละเอียดสินค้า ราคา สต็อก การแพ็ก การจัดส่ง ไปจนถึงโปรโมชั่นและแผนโฆษณา
ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าเป็นร้อยรายการตั้งแต่วันแรก ร้านใหม่สามารถเริ่มจากสินค้าเพียงไม่กี่ตัวที่มีความพร้อม แล้วใช้ข้อมูลจริงหลังเปิดขายมาปรับต่อ
สิ่งสำคัญคือทำให้พื้นฐานของร้านแข็งแรงก่อนเพิ่ม Traffic เพราะเมื่อรูปสินค้า ราคา ข้อมูล และระบบหลังบ้านพร้อมแล้ว การทำโปรโมชั่นหรือ Ads ก็มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่า
ต้องการเปิดหรือดูแลร้าน Shopee / Lazada?
หากคุณกำลังมองหา บริการเปิดร้านและดูแลร้านค้า Shopee / Lazada ตั้งแต่จัดหน้าร้าน ลงสินค้า ปรับชื่อและรายละเอียด วาง Keyword จัดโปรโมชั่น ไปจนถึงช่วยวางแนวทางการทำโฆษณา NK Creative สามารถช่วยวางระบบร้านให้เหมาะกับแต่ละ Marketplace เพื่อให้ร้านพร้อมขาย ดูเป็นมืออาชีพ และเพิ่มโอกาสให้สินค้าถูกค้นพบและเกิดคำสั่งซื้อได้มากขึ้น