Shopify เหมาะกับการขายต่างประเทศไหม? สิ่งที่ธุรกิจไทยควรรู้

Shopify เหมาะกับการขายต่างประเทศไหม? สรุปสิ่งที่ธุรกิจไทยควรรู้ก่อนเปิดร้าน ตั้งแต่ Shopify Markets, สกุลเงิน, Payment, Shipping, ภาษี อากร และการทำตลาดต่างประเทศ

Shopify เหมาะกับการขายต่างประเทศไหม? สิ่งที่ธุรกิจไทยควรรู้

Shopify เหมาะกับการขายต่างประเทศไหม? สิ่งที่ธุรกิจไทยควรรู้

สำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการขายสินค้าไปต่างประเทศ Shopify เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม E-Commerce ที่น่าสนใจ เพราะถูกออกแบบมาให้สามารถบริหารหลายตลาดจากร้านเดียว และมีเครื่องมือสำหรับกำหนดประเทศ สกุลเงิน ภาษา ราคา การจัดส่ง รวมถึงการจัดการภาษีและอากรสำหรับการขายข้ามประเทศ

Shopify มีระบบ Markets ที่ช่วยให้เจ้าของร้านสามารถสร้างตลาดแยกตามประเทศหรือภูมิภาค และปรับประสบการณ์ของลูกค้าให้เหมาะกับแต่ละตลาดได้ เช่น แสดงสกุลเงินที่แตกต่างกัน หรือกำหนดรูปแบบการขายสำหรับบางประเทศโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม การมี Shopify ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถขายไปทั่วโลกได้ทันที เพราะธุรกิจยังต้องเตรียมเรื่อง Payment Gateway, Shipping, ภาษีนำเข้า, HS Code, Return Policy และต้นทุนการตลาดด้วย

Shopify Markets คืออะไร?

Shopify Markets คือเครื่องมือสำหรับจัดการการขายระหว่างประเทศจากร้าน Shopify เดียว โดยสามารถสร้าง Market สำหรับประเทศหรือกลุ่มประเทศที่ต้องการขายได้

ตัวอย่างเช่น ร้านจากประเทศไทยอาจกำหนดตลาดเป็น

  • Thailand

  • United States

  • European Union

  • Singapore

  • Japan

  • Australia

จากนั้นสามารถปรับประสบการณ์ของลูกค้าแต่ละตลาดให้แตกต่างกัน เช่น สกุลเงิน ภาษา ราคา หรือการจัดส่ง

Shopify ระบุว่าสามารถสร้างตลาดเพื่อกำหนดเป้าหมายไปยังประเทศหรือภูมิภาคเฉพาะ หรือรวมหลายประเทศไว้ใน Market เดียวได้ ทำให้ร้านไม่จำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์แยกสำหรับทุกประเทศตั้งแต่เริ่มต้น

1. Shopify รองรับหลายสกุลเงิน

หนึ่งในสิ่งสำคัญของการขายต่างประเทศคือการแสดงราคาในสกุลเงินที่ลูกค้าเข้าใจ

Shopify Markets สามารถกำหนดสกุลเงินสำหรับแต่ละตลาดได้ โดยสกุลเงินที่ตั้งไว้จะเป็นสกุลเงินที่ลูกค้าเห็นในหน้าร้านและใช้ในการทำธุรกรรมตามเงื่อนไขของระบบและ Payment Provider ที่ใช้งาน

ตัวอย่างเช่น

ลูกค้าไทย → THB
ลูกค้าสหรัฐฯ → USD
ลูกค้าญี่ปุ่น → JPY
ลูกค้ายุโรป → EUR

การแสดงราคาเป็น Local Currency ช่วยลดขั้นตอนที่ลูกค้าต้องคำนวณราคาเอง และทำให้ประสบการณ์การซื้อดูเป็น Local มากขึ้น

แต่ร้านควรตรวจสอบด้วยว่า Payment Gateway ที่เลือกสามารถรับและ Settlement ในสกุลเงินใดได้บ้าง เพราะการ “แสดงราคา” กับการ “รับเงิน” อาจมีเงื่อนไขต่างกัน

2. สามารถปรับราคาตามแต่ละประเทศได้

การขายสินค้าในหลายประเทศไม่จำเป็นต้องตั้งราคาเท่ากันทั้งหมด

ต้นทุนการขายอาจแตกต่างกันจาก

  • ค่าขนส่ง

  • อัตราแลกเปลี่ยน

  • ภาษี

  • อากร

  • ค่าธรรมเนียม Payment

  • ต้นทุนโฆษณา

  • กำลังซื้อของตลาด

Shopify Markets ช่วยให้ร้านสามารถกำหนดราคาและสกุลเงินตามตลาดได้ จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวาง Pricing Strategy แตกต่างกันในแต่ละประเทศ

ตัวอย่างเช่น สินค้าชิ้นเดียวกันอาจขายราคาไทย 1,490 บาท แต่ตั้งราคาตลาดสหรัฐฯ เป็น US$59 เพื่อรวมต้นทุนการขายระหว่างประเทศเพิ่มเติม

3. รองรับหลายภาษา

หากต้องการขายต่างประเทศ เว็บไซต์ไม่ควรมีเพียงภาษาไทย

อย่างน้อยควรมีภาษาอังกฤษ และหากเจาะตลาดเฉพาะ เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี การใช้ภาษาท้องถิ่นจะช่วยเพิ่มความเข้าใจและความน่าเชื่อถือ

Shopify มีระบบและ App ที่สามารถช่วยจัดการหลายภาษา รวมถึงสามารถกำหนดประสบการณ์ตาม Market ได้

แต่ไม่ควรแปลข้อความแบบคำต่อคำเพียงอย่างเดียว ควร Localize เนื้อหาให้เหมาะกับตลาด เช่น หน่วยวัด รูปแบบราคา ข้อความโปรโมชั่น และคำที่ลูกค้าในประเทศนั้นใช้จริง

4. Payment เป็นเรื่องแรกที่ธุรกิจไทยควรเช็ก

ก่อนสร้างร้านทั้งหมด ควรตรวจสอบ Payment ก่อนว่า “ธุรกิจที่จดทะเบียนในประเทศไทยจะรับเงินจากลูกค้าต่างประเทศอย่างไร”

Shopify แนะนำให้เลือก Payment Provider โดยพิจารณาทั้งประเทศที่ธุรกิจตั้งอยู่และประเทศที่ลูกค้าอาศัยอยู่ เพราะวิธีรับชำระเงินและสกุลเงินที่รองรับจะแตกต่างกันไปตามผู้ให้บริการ

Shopify Payments เองสามารถใช้ได้เฉพาะธุรกิจที่ตั้งอยู่ในประเทศที่ Shopify รองรับและต้องผ่านเงื่อนไขด้านประเภทธุรกิจ เอกสาร และสินค้าที่จำหน่าย

ดังนั้นธุรกิจไทยควรเช็กก่อนว่า

  • จะใช้ Payment Gateway ตัวไหน

  • รองรับธุรกิจไทยหรือไม่

  • รับบัตรต่างประเทศได้ไหม

  • รับ USD / EUR / JPY หรือไม่

  • เงิน Settlement เข้าเป็น THB หรือสกุลอื่น

  • ค่าธรรมเนียมต่อรายการเท่าไร

  • มีค่าการแปลงสกุลเงินหรือไม่

  • มี Third-party Transaction Fee ของ Shopify เพิ่มหรือไม่

เรื่อง Payment ควรเคลียร์ก่อนลงทุนทำ Theme และ Content ทั้งร้าน

5. ต้องวางระบบ Shipping ต่างประเทศให้ชัด

ขายต่างประเทศต่างจากขายในไทยตรงที่ค่าขนส่งอาจสูงมากเมื่อเทียบกับราคาสินค้า

ก่อนเปิดตลาดควรทดลองคำนวณต้นทุนจริง เช่น

ราคาสินค้า + Packaging + Shipping + Insurance + Duty + Payment Fee + Return Cost

จากนั้นจึงดูว่าสินค้ายังมี Margin เพียงพอหรือไม่

ควรพิจารณาด้วยว่าจะใช้ผู้ให้บริการประเภทใด เช่น

  • Postal Service

  • DHL

  • FedEx

  • UPS

  • International Courier

  • Fulfillment Partner

สำหรับสินค้าราคาสูงหรือแตกหักง่าย อาจต้องเพิ่ม Tracking และ Insurance

ร้านควรกำหนด Shipping Policy ให้ชัด เช่น ใช้เวลากี่วัน มี Tracking หรือไม่ และหากพัสดุสูญหายจะจัดการอย่างไร

6. ภาษีและอากรนำเข้าเป็นเรื่องสำคัญ

เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าข้ามประเทศ ประเทศปลายทางอาจเรียกเก็บ Import Tax หรือ Customs Duty ตามประเภทสินค้า แหล่งกำเนิดสินค้า และกฎของประเทศนั้น

Shopify มีระบบสำหรับคำนวณและเรียกเก็บ Duties และ Import Taxes ที่ Checkout สำหรับ Order และประเทศที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งช่วยลดปัญหาลูกค้าถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดเมื่อพัสดุถึงปลายทาง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประมาณ และค่าจริงอาจแตกต่างได้ตามการตรวจของศุลกากรหรือข้อมูลสินค้า

ดังนั้นธุรกิจต้องตัดสินใจด้วยว่าจะใช้รูปแบบใด เช่น

DDU / DAP
ลูกค้ารับผิดชอบ Duty ตอนของถึง

หรือ

DDP
ร้านเก็บค่า Duty ล่วงหน้าและจัดการค่าใช้จ่ายให้ลูกค้า

รูปแบบที่เลือกมีผลต่อ Customer Experience อย่างมาก

7. ต้องเตรียม HS Code และ Country of Origin

สำหรับการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ควรระบุ HS Code และ Country of Origin ให้ถูกต้อง

HS Code คือรหัสที่ใช้จัดประเภทสินค้าเพื่อคำนวณภาษีและอากรระหว่างประเทศ

Shopify ระบุว่าการคำนวณ Duties และ Import Taxes ใช้ข้อมูลจาก HS Code, ประเทศต้นกำเนิดสินค้า และตำแหน่งของลูกค้า และสำหรับการเก็บ Duty ที่ Checkout จำเป็นต้องมีข้อมูลเหล่านี้ให้ถูกต้อง

ตัวอย่างข้อมูลสินค้าที่ควรเตรียม ได้แก่

  • HS Code

  • Country of Origin

  • น้ำหนัก

  • ราคาสินค้า

  • รายละเอียดสินค้า

  • วัสดุ

การใส่ข้อมูลผิดอาจทำให้ Duty คำนวณผิดหรือพัสดุติดที่ศุลกากรได้

8. อย่าลืมค่าธรรมเนียมจากอัตราแลกเปลี่ยน

เมื่อลูกค้าจ่ายเป็น USD แต่ร้านรับเงินเป็น THB อาจมี Currency Conversion Fee หรือผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน

Shopify แสดงค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินสำหรับเครื่องมือ International Commerce บางรูปแบบ และอัตราจะขึ้นอยู่กับบริการและวิธี Payment ที่ใช้งาน

ดังนั้นเวลาตั้งราคาต่างประเทศควรเผื่อ

Exchange Rate + Currency Conversion Fee + ความผันผวนของค่าเงิน

ไม่ควรนำราคาสินค้าไทยหารด้วยค่าเงินตรง ๆ แล้วใช้เป็นราคาต่างประเทศทันที

9. Return ต่างประเทศแพงกว่าที่คิด

ต้นทุนที่หลายร้านมองข้ามคือการคืนสินค้า

สมมติสินค้าราคา 1,500 บาท แต่ค่าขนส่งกลับประเทศไทย 900 บาท ร้านอาจต้องเลือกระหว่างให้ลูกค้าส่งคืนหรือคืนเงินโดยไม่รับสินค้ากลับ

ก่อนเปิดขายจึงควรกำหนด Return Policy ให้ชัด เช่น

  • คืนสินค้าได้ภายในกี่วัน

  • ใครรับผิดชอบค่าขนส่ง

  • กรณีสินค้าเสียหายทำอย่างไร

  • กรณีลูกค้าเปลี่ยนใจรับคืนหรือไม่

  • สินค้าประเภทใดไม่รับคืน

โดยเฉพาะเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าที่มี Size ควรคำนวณ Return Rate ไว้ใน Margin ด้วย

10. สินค้าทุกประเภทไม่ได้เหมาะกับการขายข้ามประเทศ

แม้ Shopify จะรองรับ International Commerce แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกประเภทเหมาะกับการส่งออกโดยตรง

สินค้าที่เหมาะมักมีคุณสมบัติ เช่น

  • ขนาดไม่ใหญ่มาก

  • น้ำหนักไม่สูง

  • Margin ดี

  • แตกหักยาก

  • ไม่เสียง่าย

  • ไม่ติดข้อจำกัดการนำเข้า

  • มีเอกลักษณ์

  • ลูกค้าหาสินค้าทดแทนในประเทศตัวเองได้ยาก

ตัวอย่างเช่น สินค้าแฟชั่นขนาดเล็ก งาน Craft, Accessories, Art, Lifestyle Product หรือสินค้าเฉพาะกลุ่ม อาจเหมาะกว่าสินค้าที่ราคาต่ำแต่หนักมาก

เพราะหากสินค้าราคา 300 บาท แต่ Shipping 1,000 บาท ลูกค้าอาจไม่เห็นความคุ้มค่า

11. ควรเริ่มจากตลาดเดียวก่อน

หนึ่งในข้อผิดพลาดของธุรกิจที่อยากขายต่างประเทศคือเปิด Shipping ไปทั่วโลกทันที

แม้ Shopify จะสามารถสร้างหลาย Markets ได้ แต่ธุรกิจใหม่ควรเริ่มจากตลาดที่มีศักยภาพก่อน เช่น

Thailand → Singapore

หรือ

Thailand → United States

แล้วทดลองดู

  • Conversion Rate

  • Shipping Cost

  • Delivery Time

  • Payment Success

  • Return

  • Ads Cost

  • Margin

หากผลลัพธ์ดีค่อยขยายไปประเทศต่อไป

วิธีนี้ช่วยให้แก้ปัญหาง่ายกว่าเปิด 30 ประเทศพร้อมกันแล้วพบว่าราคา ภาษี และระบบจัดส่งแตกต่างกันทั้งหมด

12. การทำ Ads ต่างประเทศต้องคิดต้นทุนใหม่

งบโฆษณาที่ใช้ในประเทศไทยไม่สามารถนำไปเทียบกับต่างประเทศโดยตรงได้

CPC และ CPA ของแต่ละตลาดแตกต่างกันมาก

ตัวอย่างเช่น ค่าโฆษณา Facebook หรือ Google ในสหรัฐฯ อาจสูงกว่าบางตลาดในเอเชีย

ก่อนเปิดประเทศใหม่จึงควรคำนวณ

Selling Price - Product Cost - Shipping - Payment - Tax - Ads = Profit

หากตัวเลขสุดท้ายเหลือน้อยมาก การขายได้เยอะก็อาจไม่ได้หมายความว่าธุรกิจมีกำไร

13. SEO ต่างประเทศต้องทำมากกว่าแปลภาษา

หากต้องการสร้าง Organic Traffic จาก Google ต่างประเทศ ไม่ควรเพียงแปล Keyword ภาษาไทยเป็นอังกฤษ

ควรทำ Keyword Research ใหม่ในแต่ละประเทศ

เพราะพฤติกรรมค้นหาและคำศัพท์อาจไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น คนไทยอาจเรียกสินค้าด้วยคำหนึ่ง แต่คนในสหรัฐฯ หรืออังกฤษใช้อีกคำหนึ่ง แม้เป็นภาษาอังกฤษเหมือนกัน

การขายหลายประเทศจึงควรคิดทั้ง

  • Keyword

  • Language

  • Search Intent

  • Category

  • Currency

  • Shipping

  • Local Trust

ร่วมกัน

14. Customer Support ต้องรองรับ Time Zone

เมื่อขายต่างประเทศ ลูกค้าอาจทักมาตอนกลางคืนตามเวลาประเทศไทย

ร้านจึงควรกำหนดเวลาตอบกลับให้ชัด หรือใช้

  • FAQ

  • Automated Email

  • Chatbot

  • Help Center

ช่วยตอบคำถามพื้นฐาน

ควรใช้ภาษาอังกฤษที่เข้าใจง่าย และเตรียม Template สำหรับคำถาม เช่น

  • Where is my order?

  • How long does shipping take?

  • Do I need to pay import tax?

  • Can I return my order?

จะช่วยให้ทีมดูแลลูกค้าได้เร็วขึ้น

ข้อดีของ Shopify สำหรับขายต่างประเทศ

ข้อดี รายละเอียด
Shopify Markets จัดการหลายประเทศจากร้านเดียว
หลายสกุลเงิน ปรับ Currency ตาม Market
หลายภาษา Localize ร้านตามประเทศ
Pricing กำหนดราคาต่างกันแต่ละตลาดได้
Duties รองรับการคำนวณ Duty ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข
International Shipping ตั้งค่าการจัดส่งตาม Market
Ecosystem มี App สำหรับ International Commerce
Analytics แยกดูประสิทธิภาพแต่ละตลาดได้
Ads เชื่อม Google / Meta / TikTok ได้
Scale เริ่มประเทศเดียวแล้วค่อยขยายได้

ข้อจำกัดที่ธุรกิจไทยควรรู้

เรื่อง สิ่งที่ต้องระวัง
Payment ต้องตรวจสอบ Gateway ที่ธุรกิจไทยใช้ได้
Currency มีต้นทุน Conversion
Shipping ค่าขนส่งอาจสูง
Import Duty แตกต่างตามประเทศและสินค้า
HS Code ต้องใส่ข้อมูลให้ถูกต้อง
Return ค่าส่งกลับอาจสูง
Ads CPA ต่างประเทศอาจสูงกว่าไทย
Customer Service มีเรื่องภาษาและ Time Zone
Regulation แต่ละประเทศมีกฎต่างกัน
Margin ต้องคำนวณใหม่สำหรับแต่ละตลาด

ตัวอย่าง Flow สำหรับธุรกิจไทยที่อยากเริ่มขายต่างประเทศ

สำหรับ SME ไทยที่เพิ่งเริ่ม สามารถวาง Flow แบบง่าย ๆ ได้ดังนี้

1. เลือกประเทศเป้าหมาย 1 ประเทศ

↓

2. ศึกษาคู่แข่งและราคาตลาด

↓

3. คำนวณ Shipping + Duty + Payment + Ads

↓

4. เปิด Shopify Market

↓

5. ตั้ง Currency และภาษา

↓

6. เชื่อม Payment

↓

7. ตั้ง Shipping

↓

8. ใส่ HS Code / Origin

↓

9. ทดสอบ Checkout

↓

10. เริ่ม Ads งบเล็ก

↓

11. ดู Conversion และ Profit

↓

12. ค่อยขยายประเทศต่อไป

วิธีนี้ลดความเสี่ยงกว่าการเปิด Global Store พร้อมกันทุกประเทศ

Shopify เหมาะกับการขายจากไทยไปอเมริกาไหม?

เหมาะได้ หากสินค้ามี Margin เพียงพอและสามารถจัดการ Shipping ได้

ตลาดสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่ แต่ต้องคำนึงถึงค่า Ads, Shipping, Import Rules และการแข่งขันที่สูงขึ้น

ในปี 2026 เรื่องภาษีและ Tariff ของสหรัฐฯ ยังมีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง Shopify เองระบุว่ากำลังติดตามการเปลี่ยนแปลงด้าน Tariff ของสหรัฐฯ หลังคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 และมาตรการที่ตามมา ดังนั้นผู้ขายควรตรวจสอบกฎล่าสุดก่อนกำหนดราคาและส่งสินค้า

สำหรับร้านใหม่ ควรทดลองส่งสินค้าจริงอย่างน้อย 1–2 Order เพื่อดูระยะเวลาและต้นทุนก่อนเปิด Ads ขนาดใหญ่

Shopify เหมาะกับขาย Digital Product ไหม?

หากสินค้าเป็น Digital Product จะตัดปัญหาเรื่อง International Shipping และ Import Duty ออกไปได้มาก

แต่ต้องดูเรื่อง

  • Payment

  • Tax

  • Digital Delivery

  • License

  • Refund

แทน

Shopify สามารถเพิ่มระบบส่งไฟล์หรือ Digital Product ผ่าน App ได้ จึงเป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่เหมาะกับการขายข้ามประเทศ

ก่อนเปิดขายต่างประเทศควรเตรียมอะไรบ้าง?

Checklist สถานะ
เลือกประเทศเป้าหมาย ☐
เช็กราคาคู่แข่ง ☐
ตั้งราคาต่างประเทศ ☐
Payment Gateway ☐
Currency ☐
ภาษา ☐
Shipping Rate ☐
Delivery Time ☐
HS Code ☐
Country of Origin ☐
Duty / Tax ☐
Return Policy ☐
Privacy / Terms ☐
Tracking ☐
Customer Support ☐
งบ Ads ☐
Profit Margin ☐
ทดสอบ Checkout ☐
ทดสอบส่งสินค้าจริง ☐

Shopify เหมาะกับธุรกิจไทยแบบไหน หากจะขายต่างประเทศ?

เหมาะเป็นพิเศษกับธุรกิจที่มีสินค้าเป็นแบรนด์ของตัวเอง มี Margin เพียงพอ และสินค้ามีความแตกต่างจากตลาดทั่วไป

ตัวอย่างเช่น

  • Fashion Brand

  • Jewelry

  • Accessories

  • Handmade

  • Art

  • Home & Living

  • Beauty Brand

  • Specialty Food ที่ส่งออกได้

  • Lifestyle Product

  • Digital Product

สิ่งสำคัญคือสินค้าไม่ควรแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว เพราะธุรกิจไทยอาจเสียเปรียบด้าน Shipping เมื่อเทียบกับร้านที่มี Stock อยู่ใกล้ลูกค้ามากกว่า

การสร้าง Brand และ Product Differentiation จึงมีความสำคัญมากสำหรับ Cross-border Commerce

สรุป Shopify เหมาะกับการขายต่างประเทศไหม?

คำตอบคือ เหมาะ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการสร้างร้านของแบรนด์และบริหารหลายตลาดจากระบบเดียว

Shopify มีเครื่องมืออย่าง Markets ที่ช่วยจัดการประเทศ สกุลเงิน และประสบการณ์การซื้อ รวมถึงมีระบบสำหรับจัดการ Duties และ Import Taxes ในกรณีที่รองรับ ทำให้มีพื้นฐานที่ดีสำหรับการขาย Cross-border

แต่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Shopify เพียงอย่างเดียว

สำหรับธุรกิจไทยควรให้ความสำคัญกับ Payment, Shipping, HS Code, Import Duty, Currency Conversion, Return และ Marketing Cost ก่อนเปิดตลาดจริง

หากเพิ่งเริ่ม ไม่จำเป็นต้องเปิดขายทั่วโลกทันที ควรเริ่มจาก 1 ตลาด ทดสอบต้นทุนและ Conversion แล้วค่อยขยายไปประเทศอื่นเมื่อมีข้อมูลจริง จะช่วยควบคุมความเสี่ยงและงบประมาณได้ดีกว่า

ต้องการสร้าง Shopify สำหรับขายต่างประเทศ?

หากคุณกำลังมองหา บริการรับทำเว็บไซต์ Shopify สำหรับขายสินค้าในไทยและต่างประเทศ NK Creative สามารถช่วยวางโครงสร้างร้าน ปรับ Theme ลงสินค้า ตั้งค่า Domain, Market, Currency, Shipping และ Payment ตามระบบที่รองรับ พร้อมตั้งค่า SEO และ Tracking เบื้องต้น เพื่อให้ร้านพร้อมนำไปทดสอบตลาดและต่อยอดการทำโฆษณาในต่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ