Shopify vs Shopee / Lazada ต่างกันอย่างไร? ธุรกิจควรเลือกช่องทางไหน
หากกำลังเริ่มขายของออนไลน์ หนึ่งในคำถามที่เจอบ่อยคือควรเปิดร้านบน Shopify หรือเริ่มจาก Shopee / Lazada ก่อน เพราะทั้งสามช่องทางสามารถใช้ขายสินค้าออนไลน์ได้ แต่รูปแบบธุรกิจและพฤติกรรมลูกค้าแตกต่างกันอย่างชัดเจน
Shopify คือแพลตฟอร์มสำหรับสร้างร้านค้าออนไลน์ของแบรนด์เอง ลูกค้าเข้าผ่าน Domain ของธุรกิจ เช่น yourbrand.com และเจ้าของร้านสามารถควบคุมดีไซน์ หน้าสินค้า ราคา โปรโมชั่น และข้อมูลลูกค้าได้มากกว่า
ส่วน Shopee และ Lazada เป็น Marketplace ที่รวมร้านค้าจำนวนมากไว้ในแพลตฟอร์มเดียว จุดเด่นคือมีฐานลูกค้าและ Traffic อยู่แล้ว ทำให้ร้านใหม่สามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้เร็วกว่า แต่ก็ต้องแข่งขันกับร้านอื่นในหน้าเดียวกันมากขึ้น
ดังนั้นการเลือกระหว่าง Shopify กับ Shopee / Lazada จึงควรดูจากเป้าหมายของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงว่าช่องทางไหนเปิดร้านง่ายกว่า
Shopify กับ Shopee / Lazada ต่างกันอย่างไร?
| หัวข้อ |
Shopify |
Shopee / Lazada |
| รูปแบบ |
ร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง |
Marketplace |
| Domain |
ใช้ Domain แบรนด์ได้ |
อยู่บน Domain ของแพลตฟอร์ม |
| Branding |
ควบคุมได้สูง |
จำกัดตามระบบ |
| Traffic |
ต้องสร้างเอง |
มี Traffic ในแพลตฟอร์ม |
| คู่แข่ง |
ไม่มีร้านอื่นอยู่ในหน้าเดียวกัน |
มีสินค้าให้เปรียบเทียบจำนวนมาก |
| SEO |
ทำ SEO ผ่าน Google ได้ |
เน้น Search ภายใน Marketplace |
| ข้อมูลลูกค้า |
ควบคุมได้มากกว่า |
อยู่ภายใต้ระบบแพลตฟอร์ม |
| ค่าใช้จ่าย |
Subscription + App + Payment |
ค่าธรรมเนียม + Ads + Campaign |
| การปรับแต่ง |
สูง |
จำกัดกว่า |
| เหมาะกับ |
สร้างแบรนด์ระยะยาว |
เริ่มขายเร็วและเข้าถึงตลาด |
Shopify คือร้านของแบรนด์เอง
จุดเด่นของ Shopify คือธุรกิจสามารถสร้างหน้าร้านที่มีภาพลักษณ์เป็นของตัวเอง ตั้งแต่ Logo, สี, Font, Layout, Product Page, Collection ไปจนถึง Checkout และ Customer Journey
ลูกค้าไม่ได้เห็นสินค้าคู่แข่งอยู่ข้าง ๆ ตลอดเวลาเหมือน Marketplace จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้าง Brand Experience และต้องการให้ลูกค้าจดจำแบรนด์มากกว่าจดจำเพียงตัวสินค้า
อีกข้อดีคือสามารถใช้ Domain ของตัวเอง ทำ SEO, Google Ads, Meta Ads, Email Marketing และติด Tracking เพื่อวัดผลได้ละเอียด
แต่ข้อแลกเปลี่ยนคือร้านต้องสร้าง Traffic เอง
Shopify ไม่ได้มีผู้ซื้อเข้ามาค้นหาสินค้าจำนวนมากให้อัตโนมัติ ดังนั้นหลังเปิดร้านต้องมีแผนว่าลูกค้าจะมาจาก Google, Facebook, Instagram, TikTok, SEO หรือฐานลูกค้าเดิม
Shopee / Lazada คือ Marketplace
Shopee และ Lazada เป็นพื้นที่ที่มีผู้ซื้อเข้ามาค้นหาและเปรียบเทียบสินค้าอยู่แล้ว
ข้อดีคือร้านใหม่สามารถเข้าถึง Traffic ได้เร็วกว่าการเปิดเว็บไซต์เอง เพราะลูกค้ามีความตั้งใจซื้ออยู่ในแพลตฟอร์ม
ตัวอย่างเช่น ลูกค้าเข้ามาค้นหา
“กระเป๋าผู้หญิง”
ระบบก็แสดงสินค้าจากหลายร้านให้เปรียบเทียบ
สำหรับร้านที่ยังไม่มีฐานลูกค้า นี่เป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทั้งหมด
แต่ในทางกลับกัน ร้านต้องแข่งขันทั้ง
-
ราคา
-
รีวิว
-
คะแนนร้าน
-
โปรโมชั่น
-
Voucher
-
Ads
-
ความเร็วในการจัดส่ง
และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้ง่ายมาก
1. เรื่อง Traffic แบบไหนได้เปรียบกว่า?
ถ้าพูดเรื่อง Traffic ในช่วงเริ่มต้น Shopee และ Lazada ได้เปรียบกว่า
เพราะมีผู้ใช้งานอยู่ในแพลตฟอร์มอยู่แล้ว ร้านจึงสามารถเริ่มจากการปรับชื่อสินค้า รูปปก Keyword และ Ads เพื่อให้คนเจอสินค้าได้
Shopify ไม่มี Traffic ประเภทนี้
หลังสร้างร้านแล้ว ธุรกิจต้องพาคนเข้ามาเอง เช่น
-
Google Ads
-
Meta Ads
-
TikTok Ads
-
SEO
-
Influencer
-
Social Media
-
Email Marketing
ดังนั้นถ้าเป้าหมายคือ “อยากเริ่มขายเร็วและยังไม่มีฐานลูกค้า” Marketplace มักเริ่มง่ายกว่า
แต่ถ้ามีฐานลูกค้าอยู่แล้วหรือมีงบ Marketing Shopify จะเริ่มมีข้อได้เปรียบมากขึ้น
2. เรื่อง Branding แบบไหนดีกว่า?
Shopify ได้เปรียบอย่างชัดเจน
ธุรกิจสามารถออกแบบร้านให้เป็น Brand Experience ของตัวเองได้เต็มกว่า เช่น
-
Home Page
-
Storytelling
-
Lookbook
-
Brand Story
-
Product Landing Page
-
Promotion Page
-
Blog
-
Membership
ขณะที่ Shopee และ Lazada มี Layout หลักที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้ ร้านสามารถปรับ Banner และข้อมูลบางส่วนได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ได้มากนัก
หากสินค้าแข่งขันด้วย Brand Value มากกว่าราคา เช่น Fashion, Beauty, Lifestyle หรือ Premium Product Shopify มักเหมาะกว่า
3. เรื่องการแข่งขันด้านราคา
Shopee และ Lazada มีการแข่งขันด้านราคาสูงกว่า เพราะลูกค้าเห็นสินค้าหลายร้านพร้อมกัน
หากสินค้าของคุณคล้ายกับคู่แข่งมาก ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคา รีวิว และโปรโมชันได้ภายในไม่กี่วินาที
Shopify ช่วยลดแรงกดดันตรงนี้บางส่วน เพราะลูกค้าอยู่ในร้านของแบรนด์เดียว
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะตั้งราคาเท่าไรก็ได้ เพราะลูกค้ายังสามารถกลับไป Search Google หรือ Marketplace เพื่อเปรียบเทียบได้
ความแตกต่างคือ Shopify เปิดโอกาสให้แบรนด์สร้าง Value เพิ่ม เช่น
-
Brand Story
-
Premium Packaging
-
Bundle
-
Membership
-
Exclusive Product
-
Customer Experience
ทำให้ไม่ต้องแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว
4. เรื่องค่าธรรมเนียมต่างกันอย่างไร?
Shopify มีค่าใช้จ่ายหลักเป็น
Subscription + App + Payment Fee + Transaction Fee ในบางกรณี + Marketing
ส่วน Shopee / Lazada มีต้นทุนในลักษณะ
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม + ค่าบริการโปรแกรม + Ads + Promotion + Commission ตามเงื่อนไข
ดังนั้นไม่สามารถบอกได้ว่า Shopify ถูกกว่าหรือ Marketplace ถูกกว่าเสมอไป
ควรคำนวณจากยอดขายจริง
ตัวอย่างเช่น หากร้านขายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายแบบเปอร์เซ็นต์ต่อ Order อาจมีผลมากขึ้น ในขณะที่ค่าระบบ Shopify ส่วนหนึ่งเป็น Fixed Cost
แต่หากร้านยังขายได้น้อยมาก ค่า Subscription ของ Shopify อาจรู้สึกสูงกว่าในช่วงเริ่มต้น
สิ่งที่ควรดูคือ ต้นทุนต่อ Order หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด
5. เรื่องข้อมูลลูกค้า ต่างกันไหม?
ต่างกัน
Shopify ให้ธุรกิจบริหารข้อมูลลูกค้าและ Order ภายในร้านของตัวเองได้มากกว่า สามารถนำข้อมูลไปใช้กับ Email Marketing, CRM และ Customer Segmentation ได้ตามเครื่องมือที่เชื่อมต่อ
ส่วน Marketplace จะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงและนำข้อมูลลูกค้าออกไปใช้นอกระบบ เพราะข้อมูลอยู่ภายใต้ Policy ของแพลตฟอร์ม
จุดนี้สำคัญมากสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้าง Repeat Purchase
เพราะหากมีฐานลูกค้าของตัวเอง สามารถทำ
ซื้อครั้งแรก → Follow-up → Promotion → ซื้อซ้ำ
ได้ต่อเนื่องมากขึ้น
6. เรื่อง SEO ต่างกันอย่างไร?
Shopify สามารถทำ SEO ผ่าน Google ได้
ร้านสามารถสร้าง
-
Product Page
-
Collection
-
Blog
-
Category Content
และทำให้หน้าเหล่านี้ติด Search ได้ในระยะยาว
ขณะที่ Shopee และ Lazada จะเน้น Search ภายใน Marketplace เป็นหลัก เช่น ชื่อสินค้า Keyword และ Ranking ภายในแพลตฟอร์ม
ดังนั้นหากธุรกิจต้องการสร้าง Organic Traffic จาก Google ระยะยาว Shopify มีข้อได้เปรียบมากกว่า
แต่ SEO ต้องใช้เวลา ไม่ได้เปิดร้านแล้วมี Traffic ทันที
7. เรื่องโฆษณา แบบไหนเหมาะกว่า?
Shopee และ Lazada มี Ads ภายในแพลตฟอร์ม ทำให้สามารถโปรโมตสินค้าไปยังผู้ใช้ที่กำลังค้นหาสินค้าได้โดยตรง
เหมาะกับสินค้าแบบ Search-driven เช่น
Shopify จะเหมาะกับการใช้ Ads ภายนอก เช่น
-
Google Search Ads
-
Shopping Ads
-
Meta Ads
-
TikTok Ads
จุดเด่นคือสามารถสร้าง Funnel ได้อิสระกว่า เช่น
Ad → Landing Page → Product → Checkout
และติด Conversion Tracking เพื่อ Optimize แคมเปญได้ละเอียดขึ้น
8. ถ้ามีสินค้าไม่เหมือนใคร ควรเลือกอะไร?
หากเป็นสินค้าที่มี Brand Story หรือแตกต่างจากตลาดมาก Shopify มักเหมาะกว่า
เพราะร้านสามารถอธิบาย Value ของสินค้าได้เต็มที่
ตัวอย่างเช่น
-
Handmade
-
Premium Food
-
Local Brand
-
Designer Product
-
Specialty Product
-
D2C Brand
สินค้าเหล่านี้ไม่ควรถูกบังคับให้แข่งด้วยราคาอย่างเดียว
แต่หากเป็น Commodity หรือสินค้าที่ลูกค้ารู้จักอยู่แล้ว เช่น สายชาร์จ กล่องเก็บของ อุปกรณ์มือถือ Marketplace อาจสร้างยอดขายได้ง่ายกว่าในช่วงแรก
9. ถ้าขายต่างประเทศควรเลือกอะไร?
Shopify เหมาะกว่าในกรณีที่ต้องการสร้าง Cross-border Brand ระยะยาว
สามารถใช้ Domain ของตัวเอง รองรับหลายภาษา หลายสกุลเงิน และวางตลาดต่างประเทศผ่าน Shopify Markets ได้
ส่วน Shopee และ Lazada ก็มี Cross-border Program ในบางตลาด แต่การควบคุม Brand และ Customer Journey จะยังอยู่ภายใต้ Marketplace
หากเป้าหมายคือสร้างแบรนด์ไทยไปต่างประเทศ Shopify มักยืดหยุ่นกว่า
10. ถ้าทีมเล็กมาก ควรเลือกอะไร?
ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ไม่มีทีม Marketing และยังไม่มีฐานลูกค้า การเริ่มจาก Shopee หรือ Lazada อาจง่ายกว่า
เพราะมี Traffic อยู่แล้วและระบบหลังบ้านเน้น Marketplace โดยตรง
แต่ถ้ามีทีม Marketing หรือมีฐานลูกค้าจาก Social Media อยู่แล้ว Shopify ก็สามารถเริ่มได้
เช่น หากมีผู้ติดตาม TikTok 100,000 คนอยู่แล้ว ร้านอาจส่ง Traffic เข้า Shopify ได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง Marketplace เป็นหลัก
ร้านแบบไหนควรเริ่มจาก Shopee / Lazada?
เหมาะกับร้านที่
ตัวอย่างเช่น
ของใช้ทั่วไป อุปกรณ์มือถือ เครื่องเขียน สินค้าแฟชั่นทั่วไป และสินค้าที่แข่งขันจากราคาและรีวิว
ร้านแบบไหนควรใช้ Shopify?
เหมาะกับธุรกิจที่
-
ต้องการสร้าง Brand
-
มีสินค้าเป็นของตัวเอง
-
ต้องการขายต่างประเทศ
-
ต้องการทำ SEO
-
มีแผนทำ Google Ads / Meta Ads
-
ต้องการเก็บฐานลูกค้า
-
มี Repeat Purchase
-
ต้องการควบคุม Customer Experience
-
ต้องการลดการพึ่ง Marketplace ระยะยาว
เช่น Fashion Brand, Beauty Brand, Home & Living, Lifestyle และ D2C Brand
แล้วควรใช้ Shopify กับ Shopee / Lazada พร้อมกันไหม?
สำหรับหลายธุรกิจ คำตอบคือ ควร
เพราะแต่ละช่องทางทำหน้าที่แตกต่างกัน
สามารถวางโครงสร้างแบบนี้ได้
Shopee / Lazada → จับลูกค้าที่ค้นหาสินค้าใน Marketplace
Shopify → เป็นร้านหลักของแบรนด์
Social Media → สร้าง Awareness และ Content
จากนั้นดูว่าแต่ละช่องทางสร้างยอดขายและกำไรอย่างไร
ตัวอย่างเช่น สินค้าบางตัวอาจขายดีใน Shopee แต่สินค้า Premium หรือ Bundle อาจทำกำไรได้ดีกว่าใน Shopify
ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ทุกสินค้าขายดีที่สุดในช่องทางเดียวกัน
ตัวอย่าง Multi-Channel Strategy
ธุรกิจสามารถวาง Flow เช่น
Facebook / TikTok / Google
↓
Shopify
↓
ซื้อสินค้า
↓
Email / CRM
↓
ซื้อซ้ำ
ขณะเดียวกัน
Shopee / Lazada Search
↓
เจอสินค้า
↓
ซื้อผ่าน Marketplace
ทั้งสอง Flow สามารถทำงานคู่กันได้
Marketplace ช่วยสร้างยอดขายจาก Traffic ที่มีอยู่แล้ว ส่วน Shopify ช่วยสร้าง Brand Asset และฐานลูกค้าในระยะยาว
Shopify แทน Shopee / Lazada ได้ไหม?
ทางเทคนิคทำได้ แต่ในเชิงธุรกิจไม่จำเป็นต้องแทนกันเสมอไป
หากร้านมี Traffic ของตัวเองจำนวนมาก Shopify อาจกลายเป็นช่องทางหลักได้
แต่การถอนตัวจาก Marketplace ทั้งหมดอาจทำให้เสียลูกค้ากลุ่มที่ชอบซื้อผ่าน Shopee หรือ Lazada เพราะคุ้นเคยกับ
-
Voucher
-
Coins
-
ระบบจัดส่ง
-
รีวิว
-
Payment
-
Buyer Protection
ดังนั้นหลายแบรนด์เลือกใช้ทั้งสองแบบ โดยให้ Shopify เป็น Brand Store และ Marketplace เป็น Distribution Channel เพิ่มเติม
Shopify หรือ Shopee / Lazada แบบไหนกำไรมากกว่า?
ไม่มีคำตอบตายตัว
ต้องคำนวณจาก
ยอดขาย - ต้นทุนสินค้า - Payment - Platform Fee - Ads - Promotion - Shipping - Operating Cost
แล้วเปรียบเทียบ Net Profit
ตัวอย่างเช่น Marketplace อาจมียอดขายมากกว่า แต่มีค่า Campaign และ Discount สูง
ส่วน Shopify อาจมียอดขายน้อยกว่า แต่ Average Order Value สูงกว่าและมี Repeat Purchase มากกว่า
ดังนั้นอย่าดูแค่ GMV หรือยอดขายรวม ควรดู กำไรสุทธิต่อช่องทาง
ตารางสรุป ธุรกิจควรเลือกอะไร?
| สถานการณ์ |
ช่องทางที่เหมาะ |
| เพิ่งเริ่มขาย |
Shopee / Lazada |
| ยังไม่มี Traffic |
Shopee / Lazada |
| ต้องการทดลองสินค้า |
Shopee / Lazada |
| สินค้า Mass Market |
Shopee / Lazada |
| ต้องการสร้าง Brand |
Shopify |
| ต้องการทำ SEO |
Shopify |
| ต้องการขายต่างประเทศ |
Shopify |
| ต้องการเก็บฐานลูกค้า |
Shopify |
| มี Social Following อยู่แล้ว |
Shopify |
| ต้องการขยายยอดขายหลายทาง |
ใช้ทั้งสองแบบ |
| ต้องการลดความเสี่ยงจาก Platform เดียว |
ใช้ทั้งสองแบบ |
สรุป Shopify vs Shopee / Lazada ต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างหลักคือ Shopify เป็นร้านค้าออนไลน์ของธุรกิจเอง ส่วน Shopee และ Lazada เป็น Marketplace ที่มีร้านค้าจำนวนมากอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน
หากธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่มี Traffic และต้องการเข้าถึงลูกค้าเร็ว Shopee หรือ Lazada มักเริ่มง่ายกว่า
แต่หากต้องการสร้างแบรนด์ ทำ SEO เก็บฐานลูกค้า ขายต่างประเทศ และควบคุมประสบการณ์การซื้อ Shopify จะได้เปรียบมากกว่า
สำหรับธุรกิจที่มีความพร้อม ทางเลือกที่เหมาะที่สุดอาจไม่ใช่การเลือกเพียงช่องทางเดียว แต่คือการใช้แต่ละช่องทางให้ทำหน้าที่ของตัวเอง
Marketplace ช่วยสร้างยอดขายจาก Traffic ที่มีอยู่แล้ว
ขณะที่
Shopify ช่วยสร้างสินทรัพย์และฐานลูกค้าของแบรนด์ในระยะยาว
ดังนั้นก่อนเลือกควรดูทั้ง Traffic, Margin, Branding, Customer Data และต้นทุนต่อ Order เพื่อให้ช่องทางขายสอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจจริง
ต้องการสร้างร้าน Shopify ควบคู่กับ Marketplace?
หากคุณกำลังมองหา บริการรับทำเว็บไซต์ Shopify และร้านค้าออนไลน์ Shopify เพื่อสร้างช่องทางขายของแบรนด์เองควบคู่กับ Shopee หรือ Lazada NK Creative สามารถช่วยวางโครงสร้างร้าน ปรับ Theme ลงสินค้า เชื่อม Domain ตั้งค่า Payment, Shipping, SEO และ Tracking เบื้องต้น เพื่อให้ร้านพร้อมใช้งานและสามารถทำงานร่วมกับช่องทาง Marketplace และการตลาดออนไลน์ได้อย่างเป็นระบบ