Shopify รองรับการชำระเงินในไทยแบบไหนบ้าง? ก่อนเปิดร้านต้องเช็กอะไร
หนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุดก่อนเปิดร้าน Shopify ในประเทศไทยคือ “ลูกค้าจะจ่ายเงินอย่างไร?” เพราะแม้ Shopify จะมีระบบ Checkout และรองรับการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการชำระเงินจำนวนมากทั่วโลก แต่ Payment ที่สามารถใช้งานได้จริงจะแตกต่างกันตามประเทศที่ธุรกิจตั้งอยู่และผู้ให้บริการแต่ละราย
ณ เดือนตุลาคม 2026 ประเทศไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่ Shopify Payments รองรับโดยตรง ดังนั้นหากธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย จะต้องพิจารณาใช้ Third-party Payment Provider หรือวิธีรับชำระเงินรูปแบบอื่นแทน Shopify Payments
Shopify ระบุว่ามีการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการการชำระเงินมากกว่า 100 รายทั่วโลก แต่ร้านควรตรวจสอบจากรายการ Payment Gateway ตามประเทศอีกครั้ง เพราะผู้ให้บริการบางรายอาจไม่ได้เปิดให้ร้านในประเทศไทยสมัครใช้งาน หรือมีเงื่อนไขแตกต่างกันไป
Shopify Payments คืออะไร?
Shopify Payments คือระบบรับชำระเงินของ Shopify เอง ซึ่งในประเทศที่รองรับ ร้านสามารถเปิดรับบัตรเครดิตและวิธีชำระเงินต่าง ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อม Payment Gateway ภายนอก
ข้อดีคือระบบเชื่อมกับ Shopify โดยตรง ทำให้การจัดการ Payment, Refund และ Order อยู่ในระบบเดียวกัน และไม่ถูกเรียกเก็บ Third-party Transaction Fee ของ Shopify สำหรับรายการที่ประมวลผลผ่าน Shopify Payments ตามเงื่อนไขของระบบ
อย่างไรก็ตาม Shopify Payments เปิดให้ใช้งานเฉพาะประเทศที่ Shopify รองรับเท่านั้น โดยปัจจุบันมีประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ แต่ ประเทศไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว
ดังนั้นร้านไทยจึงควรเลือก Payment Provider ให้เรียบร้อยก่อนลงทุนทำร้านทั้งหมด
Shopify ในไทยสามารถรับชำระเงินแบบไหนได้บ้าง?
โดยทั่วไป ร้าน Shopify ที่ดำเนินธุรกิจจากประเทศไทยสามารถวางระบบรับเงินได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับ Provider และรูปแบบธุรกิจ
1. บัตรเครดิตและบัตรเดบิตผ่าน Payment Gateway
หากต้องการให้ลูกค้ากรอกข้อมูลบัตรแล้วชำระเงินผ่าน Checkout จะต้องเชื่อม Payment Provider ที่รองรับ Shopify และรับร้านค้าที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย
Shopify มีหน้า Payment Gateways สำหรับตรวจสอบผู้ให้บริการตามประเทศ และปัจจุบันมี Integration กับผู้ให้บริการจำนวนมาก เช่น 2C2P, Airwallex, PayPal และ Provider รายอื่น แต่การที่ชื่อปรากฏใน Ecosystem ของ Shopify ไม่ได้หมายความว่าร้านไทยทุกประเภทจะสมัครได้โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบเงื่อนไขกับผู้ให้บริการแต่ละรายอีกครั้ง
ก่อนสมัครควรเช็กอย่างน้อยว่า
-
รองรับธุรกิจในประเทศไทยหรือไม่
-
รับบุคคลธรรมดาหรือต้องเป็นนิติบุคคล
-
รองรับ Visa / Mastercard หรือไม่
-
รองรับบัตรต่างประเทศหรือไม่
-
รับ THB ได้หรือไม่
-
เงินโอนเข้าบัญชีธนาคารไทยได้หรือไม่
-
Settlement ใช้เวลากี่วัน
-
ค่าธรรมเนียมต่อรายการเท่าไร
เรื่องเหล่านี้มีผลต่อต้นทุนจริงของร้านโดยตรง
2. PayPal
Shopify รองรับ PayPal และระบุว่า PayPal เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการชำระเงินที่ใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดย Shopify รองรับ PayPal Express Checkout เป็นหนึ่งใน Integration หลัก
PayPal เหมาะกับร้านที่ขายต่างประเทศ เพราะลูกค้าหลายประเทศคุ้นเคยกับระบบนี้ และสามารถรับการชำระเงินจากลูกค้าต่างประเทศได้ตามบริการที่บัญชี PayPal ของร้านรองรับ
อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือก PayPal ควรตรวจสอบเรื่อง
โดยเฉพาะร้านที่ขายสินค้า Margin ต่ำ ควรคำนวณค่าธรรมเนียมและอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในราคาขายด้วย
3. โอนเงินผ่านธนาคาร
Shopify สามารถตั้ง Manual Payment Method ได้ เช่น การโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร
รูปแบบการทำงานคือ ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าแล้วระบบแสดงรายละเอียดบัญชี จากนั้นลูกค้าโอนเงิน และร้านตรวจสอบการชำระเงินก่อนเปลี่ยนสถานะ Order
ข้อดีคือไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม Payment Gateway ต่อรายการในลักษณะเดียวกับบัตร
แต่ข้อเสียคือขั้นตอนจะไม่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ ร้านต้องตรวจสอบยอดเอง และลูกค้าต้องออกจาก Checkout ไปทำรายการในแอปธนาคาร
จึงเหมาะกับร้านที่มี Order ไม่มาก หรือกลุ่มลูกค้าที่คุ้นเคยกับการโอนเงิน
4. QR Payment / PromptPay
สำหรับร้านในไทย ลูกค้าคุ้นเคยกับ PromptPay และ QR Payment มาก จึงเป็นวิธีชำระเงินที่น่าสนใจ
แต่ Shopify ไม่มีหมายความว่าจะรองรับ Dynamic PromptPay ผ่านระบบหลักของทุกร้านโดยอัตโนมัติ การใช้งานจริงขึ้นอยู่กับ Payment Gateway หรือ App ที่เชื่อมเข้ากับร้าน
ร้านจึงควรเช็กว่า Provider ที่กำลังเลือกมีฟีเจอร์ เช่น
-
PromptPay
-
Thai QR Payment
-
Dynamic QR
-
Payment Status Callback
-
Auto-confirm Order
หรือไม่
หากไม่มี Integration แบบอัตโนมัติ ร้านยังสามารถใช้ QR แบบ Manual ได้ แต่ต้องมีขั้นตอนตรวจสอบยอดด้วยตัวเอง
5. เก็บเงินปลายทาง COD
Shopify สามารถกำหนดวิธีชำระเงินแบบ Manual เพื่อรองรับ Cash on Delivery หรือ COD ได้
เหมาะกับร้านที่ขายสินค้าในประเทศไทยและลูกค้าบางกลุ่มยังต้องการจ่ายเมื่อได้รับสินค้า
แต่ก่อนเปิด COD ควรคำนวณต้นทุนเพิ่มเติม เช่น
ร้านที่มีอัตราปฏิเสธรับสูงอาจมีต้นทุนมากกว่าการรับเงินล่วงหน้าอย่างเห็นได้ชัด
Shopify รองรับ Payment Gateway อะไรในประเทศไทย?
Shopify มี Directory สำหรับค้นหา Payment Providers ตามประเทศหรือภูมิภาค และแนะนำให้ร้านใช้หน้านี้เป็นแหล่งข้อมูลหลักสำหรับตรวจสอบ Provider ที่ใช้งานได้จริง เนื่องจากรายการอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
สำหรับร้านไทย ไม่ควรเลือก Gateway จากคำว่า “เชื่อม Shopify ได้” เพียงอย่างเดียว แต่ควรตรวจสอบ 3 ชั้น คือ
Shopify รองรับ Integration หรือไม่
↓
Provider เปิดรับร้านที่อยู่ประเทศไทยหรือไม่
↓
รูปแบบธุรกิจของเราได้รับอนุมัติหรือไม่
เพราะ Gateway บางรายอาจรองรับ Shopify แต่รับเฉพาะนิติบุคคล หรือมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับบางประเภทธุรกิจ
บุคคลธรรมดาเปิด Shopify และรับเงินได้ไหม?
การเปิดบัญชี Shopify สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัท แต่เรื่องการรับชำระเงินเป็นคนละส่วน
Payment Provider แต่ละรายเป็นผู้กำหนดว่ารับ
-
บุคคลธรรมดา
-
เจ้าของกิจการ
-
ห้างหุ้นส่วน
-
บริษัทจำกัด
หรือไม่
ดังนั้นหากเป็นบุคคลธรรมดา สิ่งแรกที่ควรทำก่อนสร้างร้านจริงคือเลือก Payment Gateway แล้วตรวจสอบเงื่อนไข KYC และเอกสารให้เรียบร้อย
ไม่ควรสร้างร้านเสร็จทั้งหมดแล้วจึงพบว่า Payment ที่ต้องการใช้สมัครไม่ได้
ต้องเตรียมเอกสารอะไรสำหรับ Payment Gateway?
ขึ้นอยู่กับ Provider แต่โดยทั่วไปอาจมีการขอข้อมูล เช่น
-
บัตรประชาชน
-
ชื่อบัญชีธนาคาร
-
เอกสารทะเบียนบริษัท
-
หนังสือรับรองบริษัท
-
ภ.พ.20 หากเกี่ยวข้อง
-
หน้าเว็บไซต์
-
รายละเอียดสินค้า
-
Terms & Conditions
-
Privacy Policy
-
Refund Policy
-
Shipping Policy
-
ช่องทางติดต่อ
บาง Provider อาจตรวจเว็บไซต์ก่อนอนุมัติบัญชี ดังนั้นร้านควรมีข้อมูลสินค้าและ Policy พื้นฐานครบถ้วนก่อนสมัคร
Third-party Transaction Fee คืออะไร?
นี่เป็นอีกจุดที่ร้าน Shopify ในไทยต้องคำนวณให้ดี
หากร้านใช้ Payment Provider ภายนอก อาจมีค่าใช้จ่ายสองส่วน ได้แก่
1. ค่าธรรมเนียมจาก Payment Gateway
และอาจมี
2. Third-party Transaction Fee จาก Shopify
ดังนั้นอย่าดูเพียงว่า Gateway คิด 2.9% หรือ 3% แล้วสรุปว่านั่นคือต้นทุนทั้งหมด
ควรตรวจสอบค่าธรรมเนียมตาม Shopify Plan ที่ใช้อยู่ด้วย เพราะอัตราของแต่ละแผนอาจต่างกัน และรายละเอียดสามารถเปลี่ยนแปลงได้
ตัวอย่างการคิดต้นทุน Payment
สมมติขายสินค้า
1,000 บาท
หาก Payment Gateway มีค่าธรรมเนียม 3%
ต้นทุนเบื้องต้นคือ
30 บาท
หากร้านยังมี Third-party Transaction Fee จาก Shopify เพิ่มอีก เช่น ตามอัตราของ Plan ที่ใช้อยู่ ต้นทุนการรับเงินก็จะสูงขึ้นอีก
นอกจากนี้ยังอาจมี
-
VAT บนค่าธรรมเนียม
-
Currency Conversion
-
Chargeback
-
Refund Fee
-
ค่ารับเงินต่างประเทศ
ดังนั้นร้านควรคำนวณ ต้นทุนการรับเงินต่อ Order ก่อนตั้งราคาสินค้า
Payment แบบ Redirect กับ On-site ต่างกันอย่างไร?
Payment Provider บน Shopify อาจมีรูปแบบแตกต่างกัน
On-site Payment คือ ลูกค้าทำขั้นตอนการชำระเงินโดยประสบการณ์ส่วนใหญ่อยู่ภายใน Checkout ของร้าน
ส่วน Hosted / Redirect Payment คือ หลังจากกดชำระเงิน ลูกค้าจะถูกพาไปยังหน้าของ Payment Provider แล้วเมื่อชำระเสร็จจึงกลับมายังร้าน
Shopify อธิบายว่า Hosted Gateway จะนำลูกค้าออกจากเว็บไซต์ไปยังหน้าชำระเงินของ Provider แล้วจึง Redirect กลับหลังทำรายการเสร็จ
ทั้งสองแบบใช้งานได้ แต่ร้านควรทดลอง Mobile Checkout จริงว่าขั้นตอนลื่นไหลหรือไม่
ถ้าขายต่างประเทศควรรับ Payment แบบไหน?
หากเป้าหมายคือลูกค้าต่างประเทศ ควรให้ความสำคัญกับบัตรเครดิต/เดบิตและ Payment ที่ลูกค้าในตลาดเป้าหมายคุ้นเคย
ตัวอย่างเช่น
บัตรเครดิต + PayPal
อาจครอบคลุมลูกค้าต่างประเทศได้มากกว่าการมีเพียง Bank Transfer ของประเทศไทย
ควรเช็กด้วยว่า Provider รองรับสกุลเงินที่ต้องการ เช่น USD, EUR, GBP หรือ JPY และเงินจะถูก Settlement กลับมาเป็นสกุลใด
เพราะหากเกิดการแปลงสกุลเงินหลายครั้ง จะมีต้นทุน FX เพิ่มขึ้น
ถ้าขายในไทยอย่างเดียวควรเลือกแบบไหน?
สำหรับร้านที่ขายเฉพาะในประเทศไทย แนวทางที่ใช้งานง่ายอาจเป็น
บัตรเครดิต/เดบิต + QR/PromptPay + Bank Transfer + COD
แต่ไม่จำเป็นต้องมีทุกแบบตั้งแต่วันแรก
ควรเลือกจากพฤติกรรมลูกค้าและต้นทุนของร้าน
ตัวอย่างเช่น สินค้าราคาไม่สูงและกลุ่มลูกค้าคุ้นเคยกับ QR Payment อาจให้ความสำคัญกับ PromptPay มากกว่าบัตร
ขณะที่สินค้าราคาหลายหมื่นบาท การรองรับบัตรเครดิตอาจมีความสำคัญมากกว่า
ก่อนเลือก Payment Gateway ต้องเช็กอะไรบ้าง?
| สิ่งที่ต้องเช็ก |
คำถามที่ควรถาม |
| ประเทศ |
รองรับร้านที่ตั้งอยู่ในไทยหรือไม่ |
| ประเภทผู้ขาย |
บุคคลธรรมดาสมัครได้ไหม |
| วิธีชำระเงิน |
Card, QR, Wallet รองรับอะไร |
| สกุลเงิน |
รับ THB / USD ได้หรือไม่ |
| Settlement |
เงินเข้าบัญชีกี่วัน |
| ค่าธรรมเนียม |
คิดต่อรายการกี่ % |
| Shopify Fee |
มี Third-party Fee เพิ่มไหม |
| Refund |
คืนเงินผ่านระบบได้หรือไม่ |
| Chargeback |
มีขั้นตอนอย่างไร |
| Recurring |
รองรับ Subscription หรือไม่ |
| Integration |
เชื่อม Shopify โดยตรงหรือผ่าน App |
| Mobile |
Checkout บนมือถือใช้ง่ายไหม |
ควรทดสอบ Payment ก่อนเปิดร้านจริง
หลังเชื่อม Payment แล้ว ควรทดลองซื้อสินค้าเหมือนลูกค้าจริงอย่างน้อยหนึ่ง Order
ทดสอบตั้งแต่
เลือกสินค้า → Add to Cart → Checkout → เลือก Payment → ชำระเงิน → Order Success
จากนั้นตรวจว่า
หากมีหลาย Payment Method ควรทดสอบทุกแบบก่อนเริ่มยิง Ads
อย่าเปิด Ads ก่อน Payment พร้อม
นี่เป็นข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
หากเปิด Google Ads หรือ Meta Ads แล้วลูกค้าเข้ามาถึง Checkout แต่จ่ายเงินไม่ได้ ร้านไม่ได้เสียแค่ Order แต่ยังเสียค่าโฆษณาและอาจทำให้ลูกค้าไม่กลับมาอีก
ลำดับที่ควรทำคือ
สินค้า → ราคา → Shipping → Payment → Tracking → Test Order → Ads
ไม่ใช่เปิด Ads ก่อนแล้วค่อยทดสอบระบบขาย
Shopify Payment สำหรับร้านไทย มีข้อจำกัดอะไร?
ข้อจำกัดหลักในปัจจุบันคือประเทศไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อ Shopify Payments ดังนั้นร้านไทยต้องพึ่ง Third-party Provider หรือวิธี Manual เป็นหลัก
นั่นหมายความว่าร้านต้องบริหารเรื่องเพิ่ม เช่น
-
เงื่อนไข Provider
-
เอกสารสมัคร
-
Gateway Fee
-
Shopify Third-party Fee
-
Settlement
-
Refund
-
Currency
จึงมีความซับซ้อนมากกว่าร้านในประเทศที่สามารถเปิด Shopify Payments ได้โดยตรงเล็กน้อย
แต่ไม่ได้หมายความว่า Shopify ใช้ขายในไทยไม่ได้ เพราะ Shopify รองรับการเชื่อมต่อกับ Payment Provider ภายนอกจำนวนมาก และ Shopify แนะนำให้ตรวจสอบ Provider ที่รองรับตามภูมิภาคจาก Directory ของระบบโดยตรง
สรุป Shopify รองรับการชำระเงินในไทยแบบไหน?
สำหรับร้าน Shopify ในประเทศไทย สามารถวางระบบรับชำระเงินได้หลายแบบ เช่น บัตรเครดิต/เดบิตผ่าน Third-party Payment Gateway, PayPal, Bank Transfer, QR/PromptPay ผ่าน Provider ที่รองรับ และ COD
สิ่งสำคัญคือ ณ เดือนตุลาคม 2026 ประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในรายชื่อ Shopify Payments ทำให้ร้านไทยควรเลือก Payment Provider ก่อนเริ่มพัฒนาร้านอย่างจริงจัง และตรวจสอบทั้งเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร ค่าธรรมเนียม Settlement, Currency และ Third-party Transaction Fee ให้ครบ
หากเป็นร้านที่ขายในไทย ควรเน้น Payment ที่ลูกค้าไทยใช้ง่าย ส่วนร้านที่ขายต่างประเทศควรให้ความสำคัญกับบัตรเครดิต PayPal และสกุลเงินของตลาดเป้าหมาย
และก่อนเปิดร้านจริง ควรทดลอง Payment ตั้งแต่ Checkout จนถึง Refund ให้ครบ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าสามารถสั่งซื้อและชำระเงินได้จริง
ต้องการเปิดร้าน Shopify และตั้งค่าระบบชำระเงิน?
หากคุณกำลังมองหา บริการรับทำเว็บไซต์ Shopify และตั้งค่าร้านค้าออนไลน์ Shopify ตั้งแต่การออกแบบหน้าร้าน เชื่อม Domain ลงสินค้า ตั้งค่า Payment, Shipping, SEO และ Tracking เบื้องต้น NK Creative สามารถช่วยวางโครงสร้างร้านและตรวจสอบแนวทาง Payment ให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ เพื่อให้ร้านพร้อมสำหรับการเปิดขายจริงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ