Shopify คืออะไร? เหมาะกับธุรกิจแบบไหน และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
Shopify คือแพลตฟอร์ม E-Commerce สำหรับสร้างร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง โดยเจ้าของธุรกิจสามารถสร้างหน้าร้าน เพิ่มสินค้า จัดการสต็อก รับคำสั่งซื้อ รับชำระเงิน ทำโปรโมชั่น และจัดการข้อมูลลูกค้าได้จากระบบหลังบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องพัฒนาระบบ E-Commerce ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
จุดที่ทำให้ Shopify แตกต่างจาก Marketplace อย่าง Shopee หรือ Lazada คือร้าน Shopify เป็นร้านของแบรนด์เอง ลูกค้าเข้าผ่านโดเมนของธุรกิจ เช่น yourbrand.com และเจ้าของร้านสามารถควบคุมดีไซน์ เนื้อหา โครงสร้างสินค้า และประสบการณ์การซื้อได้มากกว่า
Shopify จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง ต้องการมีหน้าร้านออนไลน์เป็นของตัวเอง หรือวางแผนขายสินค้าไปต่างประเทศโดยไม่ต้องพึ่ง Marketplace เพียงอย่างเดียว
Shopify ทำงานอย่างไร?
Shopify เป็นระบบแบบ Subscription หรือจ่ายค่าบริการรายเดือน/รายปี เมื่อสมัครใช้งานแล้วจะได้รับระบบสำหรับสร้างและบริหารร้านค้าออนไลน์
เจ้าของร้านสามารถเลือก Theme จากนั้นเพิ่ม Logo สี Font Banner และจัดหน้าเว็บไซต์ให้ตรงกับแบรนด์ได้
ในระบบหลังบ้านสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ เช่น
-
สินค้า
-
หมวดหมู่
-
ราคา
-
สต็อก
-
คำสั่งซื้อ
-
ลูกค้า
-
ส่วนลด
-
การจัดส่ง
-
การชำระเงิน
-
รายงานยอดขาย
-
การตลาด
-
แอปเสริม
หากต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติมก็สามารถติดตั้ง App จาก Shopify App Store ได้ เช่น รีวิวสินค้า Subscription, Booking, Upsell, Email Marketing หรือระบบเชื่อมต่อกับบริการอื่น ๆ
Shopify ต่างจาก Shopee และ Lazada อย่างไร?
Shopee และ Lazada เป็น Marketplace ซึ่งหมายความว่าร้านค้าหลายรายขายสินค้าอยู่ภายในแพลตฟอร์มเดียวกัน ลูกค้าเข้ามาเพื่อค้นหาและเปรียบเทียบสินค้าจากหลายร้าน
ขณะที่ Shopify เป็นระบบสำหรับสร้างร้านของแบรนด์เอง
| หัวข้อ |
Shopify |
Shopee / Lazada |
| รูปแบบ |
ร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง |
Marketplace |
| Domain |
ใช้โดเมนของแบรนด์ได้ |
อยู่บนโดเมนแพลตฟอร์ม |
| ดีไซน์ |
ปรับแต่งได้มาก |
อยู่ตามรูปแบบแพลตฟอร์ม |
| คู่แข่งในหน้าเดียวกัน |
ไม่มีโดยตรง |
มีสินค้าหลายร้านให้เปรียบเทียบ |
| Traffic |
ต้องสร้างเอง |
มี Traffic ภายใน Marketplace |
| Branding |
ควบคุมได้สูง |
จำกัดกว่า |
| ลูกค้า |
สร้างฐานลูกค้าของแบรนด์ได้ |
อยู่ภายใต้ระบบ Marketplace |
| ค่าใช้จ่าย |
มีค่าระบบรายเดือน |
มีค่าธรรมเนียมและค่าโปรแกรมตามแพลตฟอร์ม |
ดังนั้น Shopify ไม่ได้เป็นตัวแทนของ Shopee หรือ Lazada แบบตรง ๆ แต่สามารถใช้ร่วมกันได้
ธุรกิจอาจขายใน Shopee เพื่อเข้าถึงลูกค้า Marketplace ขณะเดียวกันก็มี Shopify เป็นหน้าร้านหลักของแบรนด์เอง
Shopify เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?
Shopify เหมาะกับธุรกิจหลายประเภท แต่จะเหมาะเป็นพิเศษกับธุรกิจที่ต้องการควบคุมแบรนด์และระบบขายด้วยตัวเอง
1. แบรนด์ที่ต้องการมีร้านออนไลน์เป็นของตัวเอง
หากธุรกิจมี Brand Identity ชัดเจน และไม่ต้องการให้หน้าร้านมีหน้าตาเหมือนร้านอื่นทั้งหมด Shopify เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
เจ้าของร้านสามารถกำหนด Layout สี รูปสินค้า Banner และ Customer Journey ได้เองมากกว่า Marketplace
เหมาะกับธุรกิจแฟชั่น เครื่องสำอาง อาหาร สินค้า Lifestyle ของแต่งบ้าน หรือสินค้าที่ต้องใช้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ช่วยในการขาย
2. ธุรกิจที่ต้องการขายต่างประเทศ
Shopify ได้รับความนิยมในธุรกิจ E-Commerce ระหว่างประเทศ เพราะรองรับการบริหารร้านค้าออนไลน์หลายตลาด และมีระบบที่ออกแบบมาสำหรับการขายสินค้าออนไลน์โดยตรง
ร้านสามารถกำหนดตลาด ภาษา ราคา และการจัดส่งตามประเทศได้ตามการตั้งค่าที่รองรับในแต่ละแผน
สำหรับธุรกิจไทยที่วางแผนขายสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศ Shopify จึงเป็นอีกแพลตฟอร์มที่ควรพิจารณา
3. ธุรกิจที่มีสินค้าและสต็อกจำนวนมาก
Shopify มีระบบจัดการสินค้า คำสั่งซื้อ และ Inventory อยู่ในระบบหลังบ้าน เหมาะกับร้านที่เริ่มมีสินค้าและออเดอร์จำนวนมากขึ้น
เจ้าของร้านสามารถสร้าง Product Variant เช่น สี ไซซ์ หรือรุ่น รวมถึงจัดสินค้าเป็น Collection เพื่อให้ลูกค้าค้นหาได้ง่ายขึ้น
เมื่อธุรกิจเติบโต ยังสามารถติดตั้ง App หรือเชื่อมระบบอื่นเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ
4. ธุรกิจที่ต้องการทำการตลาดด้วยตัวเอง
Shopify เหมาะกับร้านที่ต้องการทำ Google Ads, Meta Ads, Email Marketing, SEO หรือแคมเปญของตัวเอง
เนื่องจากร้านเป็นของธุรกิจเอง จึงสามารถวาง Landing Page สร้างโปรโมชั่น และออกแบบ Funnel ได้ตามกลยุทธ์ของแบรนด์
แต่ข้อสำคัญคือ Shopify ไม่ได้มีลูกค้าเข้ามาให้โดยอัตโนมัติ
หลังเปิดร้านแล้ว ธุรกิจยังต้องสร้าง Traffic ผ่าน SEO, Ads, Social Media, Influencer หรือช่องทางอื่นด้วย
Shopify ราคาเท่าไหร่?
ณ เดือนตุลาคม 2026 Shopify ประเทศไทยมีแพ็กเกจหลักดังนี้ โดยราคาจะแตกต่างกันตามรูปแบบการชำระเงิน
| แพ็กเกจ |
ชำระรายปี |
ชำระรายเดือน |
| Basic |
US$19/เดือน |
US$25/เดือน |
| Grow |
US$49/เดือน |
US$65/เดือน |
| Advanced |
US$299/เดือน |
US$399/เดือน |
| Plus |
เริ่ม US$2,300/เดือน |
ขึ้นอยู่กับสัญญา |
สำหรับร้าน SME ที่เพิ่งเริ่มต้น Basic มักเพียงพอ เพราะมีร้านค้าออนไลน์ ระบบสินค้า ระบบคำสั่งซื้อ และฟีเจอร์หลักสำหรับ E-Commerce อยู่แล้ว
เมื่อเริ่มมีทีมงานหรือธุรกิจขยายใหญ่ขึ้น จึงค่อยพิจารณา Grow หรือ Advanced ตามจำนวน Staff และฟีเจอร์ที่ต้องการ
Shopify ยังมีช่วงทดลองใช้ฟรี และปัจจุบันมีโปรโมชั่นหลัง Trial ที่เริ่ม US$1/เดือนในช่วงแรกตามเงื่อนไขที่ Shopify กำหนด
ค่าใช้จ่าย Shopify ไม่ได้มีแค่ค่ารายเดือน
หลายคนเห็นราคา Basic แล้วคิดว่านั่นคือค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงร้าน Shopify อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกหลายส่วน
โดยทั่วไปควรเตรียมงบประมาณสำหรับ
ค่าระบบ Shopify + Domain + Theme + App + Payment Gateway + งานออกแบบ/พัฒนา + งบการตลาด
รายละเอียดแต่ละส่วนมีดังนี้
1. ค่าระบบ Shopify
เป็นค่า Subscription หลักที่ต้องจ่ายเพื่อเปิดใช้งานร้าน
สำหรับ SME ที่เริ่มจาก Basic หากเลือกชำระรายปี ปัจจุบันอยู่ที่ US$19 ต่อเดือน ส่วนการชำระแบบรายเดือนอยู่ที่ US$25 ต่อเดือน
ราคาคิดเป็นเงินบาทจะเปลี่ยนตามอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนั้น จึงควรดูราคา USD เป็นหลักก่อนคำนวณงบ
2. ค่า Domain
Shopify มี Domain เริ่มต้นในรูปแบบประมาณ
yourstore.myshopify.com
แต่หากต้องการทำร้านจริงจัง ควรใช้ Domain ของแบรนด์เอง เช่น
yourbrand.com
Domain สามารถซื้อผ่าน Shopify หรือผู้ให้บริการ Domain ภายนอกแล้วเชื่อมเข้ากับ Shopify ได้
โดยทั่วไปค่า Domain .com จะอยู่ประมาณหลักร้อยถึงหนึ่งพันบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการและนามสกุล Domain
3. ค่า Theme
Shopify มีทั้ง Theme ฟรีและ Theme แบบเสียเงิน
หากร้านเพิ่งเริ่มต้น สามารถใช้ Theme ฟรีแล้วปรับ Logo สี Font Banner และ Layout ให้เข้ากับแบรนด์ได้
แต่หากต้องการดีไซน์หรือฟีเจอร์ที่เฉพาะขึ้น อาจเลือกซื้อ Premium Theme ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
อีกทางเลือกหนึ่งคือจ้างนักพัฒนาปรับ Theme หรือเขียน Section เพิ่มให้ตรงกับดีไซน์ของแบรนด์
4. ค่า App เพิ่มเติม
แม้ Shopify จะมีฟีเจอร์พื้นฐานค่อนข้างครบ แต่ร้านจำนวนมากจะติดตั้ง App เพิ่มเพื่อเพิ่มความสามารถ
ตัวอย่างเช่น
-
Product Review
-
Upsell / Cross-sell
-
Booking
-
Subscription
-
Loyalty Program
-
Email Marketing
-
Stock Management
-
Invoice
-
Live Chat
-
Pre-order
-
Translation
App บางตัวใช้ฟรี ขณะที่บางตัวคิดค่าบริการรายเดือน เช่น US$5, US$10 หรือสูงกว่านั้น
หากติดตั้งหลาย App ค่าใช้จ่ายรายเดือนอาจสูงกว่าค่า Shopify เองได้ จึงควรเลือกเฉพาะฟีเจอร์ที่ร้านจำเป็นต้องใช้จริง
5. ค่ารับชำระเงิน
ร้าน E-Commerce ต้องมีระบบรับเงินจากลูกค้า เช่น บัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือ Payment Gateway
Shopify รองรับการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment หลายรายทั่วโลก และค่าธรรมเนียมของ Gateway แต่ละรายจะถูกกำหนดโดยผู้ให้บริการนั้นเอง
นอกจากค่าธรรมเนียมของ Payment Gateway แล้ว ในบางกรณี Shopify อาจมี Third-party transaction fee หากร้านใช้ผู้ให้บริการรับชำระเงินภายนอก โดยอัตราจะขึ้นอยู่กับแผน Shopify ที่ใช้งาน
ดังนั้นร้านในประเทศไทยควรตรวจสอบให้ละเอียดว่า Gateway ที่เลือกมี
-
ค่าธรรมเนียมต่อรายการเท่าไร
-
มีค่ารายเดือนหรือไม่
-
Shopify มี Transaction Fee เพิ่มหรือไม่
-
รองรับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
-
รองรับบัตรไทยและต่างประเทศหรือไม่
ก่อนเลือกใช้จริง
6. ค่าออกแบบและพัฒนาร้าน
Shopify สามารถสร้างร้านเองได้ แต่ถ้าต้องการร้านที่มีดีไซน์เฉพาะแบรนด์ อาจมีค่าใช้จ่ายสำหรับนักออกแบบหรือนักพัฒนาเพิ่มเติม
ตัวอย่างงาน เช่น
-
จัด Layout หน้าแรก
-
Product Page
-
Collection Page
-
About Us
-
Contact
-
Custom Section
-
Mobile Responsive
-
Banner
-
เชื่อม Domain
-
ตั้งค่าการชำระเงิน
-
ตั้งค่าการจัดส่ง
-
SEO เบื้องต้น
-
Analytics / Pixel
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่กับ Scope ของร้าน จำนวนหน้า จำนวนสินค้า และระดับ Customization ที่ต้องการ
7. ค่าโฆษณาและการตลาด
นี่เป็นค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียมตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน
Shopify เป็นร้านออนไลน์ของเราเอง แต่ไม่ได้มี Marketplace Traffic แบบ Shopee หรือ Lazada
ดังนั้นหลังเปิดร้าน ธุรกิจอาจต้องลงทุนในช่องทาง เช่น
-
Google Ads
-
Meta Ads
-
TikTok Ads
-
SEO
-
Influencer
-
Email Marketing
-
Content Marketing
หากสร้างร้านเสร็จแล้วไม่มีแผนสร้าง Traffic ก็มีโอกาสที่เว็บไซต์จะไม่มีคนเข้าหรือมียอดขายน้อยได้
ตัวอย่างค่าใช้จ่ายร้าน Shopify
สมมติเป็นร้านขนาดเล็กที่เริ่มจาก Shopify Basic ค่าใช้จ่ายอาจมีโครงสร้างประมาณนี้
| รายการ |
ค่าใช้จ่าย |
| Shopify Basic |
US$19–25/เดือน |
| Domain |
หลักร้อย–1,000+ บาท/ปี |
| Theme |
ฟรี หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม |
| App |
0 บาท ถึงหลักพันบาท/เดือน |
| Payment Gateway |
คิดตามธุรกรรม |
| Shopify Transaction Fee |
อาจมี หากใช้ Gateway ภายนอก |
| ออกแบบ/พัฒนาร้าน |
ขึ้นอยู่กับ Scope |
| Ads / Marketing |
ตามงบธุรกิจ |
ดังนั้นการประเมิน Shopify ไม่ควรมองเพียงค่าสมาชิกรายเดือน แต่ควรคำนวณ Total Cost of Ownership หรือค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดที่ร้านต้องใช้ในแต่ละเดือน
Shopify มี Hosting ให้แล้วหรือไม่?
มี
จุดเด่นของ Shopify คือค่าระบบรวม Hosting สำหรับร้านค้าออนไลน์อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องซื้อ Web Hosting แบบเดียวกับเว็บไซต์ที่ติดตั้ง WordPress เอง
Shopify ยังดูแล Infrastructure และระบบหลักของแพลตฟอร์มให้ เจ้าของร้านจึงไม่ต้องดูแล Server เอง
ตรงนี้เป็นหนึ่งในข้อดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการระบบ E-Commerce ที่เริ่มใช้งานได้เร็วและไม่ต้องดูแล Hosting ด้วยตัวเอง
Shopify มี SSL หรือไม่?
Shopify มี SSL Certificate สำหรับร้านที่เชื่อม Domain เพื่อให้เว็บไซต์ใช้งานผ่าน HTTPS ได้
ดังนั้นโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องซื้อ SSL แยก
ถือเป็นอีกค่าใช้จ่ายหนึ่งที่รวมอยู่ในระบบ Shopify แล้ว
Shopify ทำ SEO ได้ไหม?
ทำได้
Shopify มีฟีเจอร์ SEO พื้นฐานในระบบ เช่น การตั้ง Title, Meta Description และโครงสร้างที่รองรับ Search Engine รวมถึงฟีเจอร์ SEO ในตัวตามข้อมูลแพ็กเกจของ Shopify
แต่การมีระบบ SEO ไม่ได้หมายความว่าเปิดร้านแล้วจะติด Google ทันที
ธุรกิจยังต้องทำเรื่องอื่นเพิ่มเติม เช่น Keyword Research, Content, Category Structure, Product Description, Internal Link, Page Speed และ Backlink
Shopify จึงรองรับการทำ SEO ได้ แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับการวางกลยุทธ์ SEO ของร้านเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มอื่น
Shopify เหมาะกับมือใหม่ไหม?
เหมาะ หากต้องการสร้างร้านออนไลน์ของตัวเองและยอมรับว่ามีค่าใช้จ่ายรายเดือน
ระบบหลังบ้านถูกออกแบบมาให้เจ้าของร้านสามารถเพิ่มสินค้า จัดการออเดอร์ และดูข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด
แต่หากต้องการดีไซน์เฉพาะมาก ๆ หรือเพิ่มฟีเจอร์ที่ระบบไม่มี อาจต้องมีความรู้ด้าน Liquid, HTML, CSS, JavaScript หรือจ้างนักพัฒนาช่วย
ดังนั้น Shopify ใช้งานเริ่มต้นได้ง่าย แต่ก็สามารถขยายไปสู่ระบบที่ซับซ้อนได้เมื่อธุรกิจเติบโต
ข้อดีของ Shopify
ข้อดีหลักคือธุรกิจสามารถสร้างร้าน E-Commerce ที่พร้อมใช้งานได้ค่อนข้างเร็ว ระบบหลักอย่างสินค้า ออเดอร์ สต็อก การชำระเงิน และ Hosting ถูกจัดเตรียมไว้แล้ว
นอกจากนี้ยังมี App Ecosystem ขนาดใหญ่ จึงสามารถเพิ่มฟีเจอร์ได้โดยไม่ต้องพัฒนาใหม่ทุกอย่าง
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการลดภาระด้าน Server และ Technical Maintenance แล้วนำเวลาไปเน้นเรื่องสินค้า การตลาด และการขายมากกว่า
ข้อจำกัดของ Shopify
ข้อจำกัดสำคัญคือมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง
นอกจากค่าระบบรายเดือนแล้ว อาจมีค่า Theme, App และ Payment Fee เพิ่มขึ้นตามรูปแบบร้าน
อีกข้อคือร้านต้องสร้าง Traffic เอง ต่างจาก Marketplace ที่มีคนเข้ามาค้นหาสินค้าอยู่แล้ว
หากต้องการ Custom ระบบเฉพาะมาก ๆ บางครั้งอาจติดข้อจำกัดของแพลตฟอร์มหรือต้องพัฒนา App เพิ่ม ซึ่งอาจมีต้นทุนสูงขึ้น
Shopify เหมาะกับร้านในประเทศไทยไหม?
เหมาะได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์ของตัวเองหรือขายต่างประเทศ
แต่สำหรับร้านในไทยควรตรวจสอบเรื่อง Payment Gateway และการจัดส่งให้ละเอียดเป็นพิเศษ เพราะรูปแบบการชำระเงินและบริการที่รองรับอาจแตกต่างจากประเทศที่ Shopify Payments เปิดให้ใช้งานครบทุกฟีเจอร์
Shopify ระบุว่าระบบสามารถเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Payment ภายนอกจำนวนมาก และสามารถตรวจสอบผู้ให้บริการที่รองรับตามประเทศได้จากระบบของ Shopify
ก่อนเปิดร้านจริงจึงควรเช็กว่าผู้ให้บริการที่ต้องการใช้รองรับประเทศไทยและรูปแบบธุรกิจของคุณหรือไม่
Shopify หรือ Shopee / Lazada เลือกอะไรดี?
ถ้าต้องการเริ่มขายเร็วและต้องการ Traffic จาก Marketplace Shopee หรือ Lazada อาจเริ่มง่ายกว่า
แต่ถ้าต้องการสร้างแบรนด์ ควบคุมหน้าร้าน และมีช่องทางขายเป็นของตัวเอง Shopify จะตอบโจทย์มากกว่า
ในทางปฏิบัติธุรกิจไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างเดียว
สามารถใช้
Shopee / Lazada → จับลูกค้า Marketplace
และใช้
Shopify → สร้างร้านหลักของแบรนด์
เมื่อธุรกิจมีหลายช่องทาง จะช่วยลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งมากเกินไป
สรุป Shopify คืออะไร และเหมาะกับใคร?
Shopify คือแพลตฟอร์มสำหรับสร้างร้านค้าออนไลน์ของตัวเอง โดยมีระบบสินค้า ออเดอร์ สต็อก การชำระเงิน Hosting และเครื่องมือ E-Commerce รวมอยู่ในแพลตฟอร์ม
เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์ มีหน้าร้านออนไลน์เป็นของตัวเอง ต้องการขายต่างประเทศ หรือมีแผนขยายระบบ E-Commerce ในอนาคต
ค่าใช้จ่ายหลักเริ่มจากค่าระบบ Shopify ซึ่งปัจจุบัน Basic อยู่ที่ US$19 ต่อเดือนเมื่อชำระรายปี และ US$25 ต่อเดือนหากชำระรายเดือน นอกจากนี้อาจมีค่า Domain, Theme, App, Payment Gateway, Transaction Fee, ค่าพัฒนา และงบการตลาดเพิ่มเติม
ดังนั้นก่อนเลือก Shopify ควรดูทั้งฟีเจอร์และต้นทุนรวม ไม่ใช่ดูเพียงค่ารายเดือน และควรวางแผนด้วยว่าจะนำลูกค้าเข้ามาที่ร้านจากช่องทางใด
ต้องการสร้างร้านค้าออนไลน์ด้วย Shopify?
หากคุณกำลังมองหา บริการรับทำเว็บไซต์ Shopify และร้านค้าออนไลน์ Shopify ตั้งแต่การจัดหน้าเว็บไซต์ ตั้งค่าร้าน ลงสินค้า ปรับ Theme เชื่อม Domain ระบบชำระเงิน การจัดส่ง ไปจนถึงตั้งค่า SEO และ Tracking เบื้องต้น NK Creative สามารถช่วยวางและพัฒนาร้าน Shopify ให้เหมาะกับสินค้า ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และรูปแบบการขายของธุรกิจ เพื่อให้ร้านพร้อมนำไปใช้งานและต่อยอดการตลาดได้อย่างเป็นระบบ